ตอบคำถามเพิ่ม คลิกที่นี่
 
  คริสเตียนไม่ต้องอยู่ภายใต้พระบัญญัติอีกหรือ?  
 

follower

10 เม.ย. 54
เวลา 9:08:02

พิมพ์
แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน
เท่าที่ได้มีโอกาสพูดคุยกับคริสเตียนหลายๆคน และที่ได้จากการโพสต์ตามอินเตอร์เน็ต คริสเตียนส่วนมากเลยได้บอกและยืนยันตลอดว่า
ปัจจุบันคริสเตียนไม่ต้องอยู่ภายใต้บัญญัติแล้ว ผมเลยต้องการทราบว่าทำไมไม่ต้องอยู่ภายใต้บัญญัติ จริงหรือไม่ที่ปัจจุบันคริสเตียนไม่ต้องอยู่ภายใต้บัญญัติแล้ว
 


คำตอบที่ 221-240 ทั้งหมด 247 คำตอบ หน้าที่แล้ว | หน้า 11 12 13 |
  คำตอบที่ 221  
 

ต้นหญ้า

16 เม.ย. 54
เวลา 23:25:11
ถ้าfollwer เก็บคำตอบเรื่องพระเยซูเป็นใครไว้ในใจ ไว้ไปตอบพระองค์เอง เมื่อพระเยซูถามว่า "เจ้าว่าเราเป็นใคร" ผมว่าเราก็เหมือนกันเกือบทุกอย่าง ฉะนั้นเลิกพูดเรื่องนี้เถอะ แค่รู้ว่าพระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้า ลงมาตายเพื่อไถ่บาปก็รอดเหมือนกัน
 


  คำตอบที่ 222  
 

vyt

17 เม.ย. 54
เวลา 16:13:08
คุณ tanasan คต.เชื่อพระคุณของพระเจ้าแล้วก็ไม่เป็นทาสและไม่ต้องอยู่ใต้ธรรมบัญญัติแล้ว เพราะเรามีพระวิญญาณนำในการดำเนินชีวิต พระองค์ให้เราประพฤติตามความเชื่อ แต่ไม่ใช่เราอยากจะกลับไปประพฤติตามหลักกฏธรรมบัญญัติเดิมนั้นเพื่อจะได้เป็นที่พอพระทัย นั่นไม่ใช่น้ำพระทัย พระเจ้าได้ให้พระคุณแก่พวกเราแล้ว พระคุณของพระเจ้าเป็นทางรอดไม่ใช่ทางการประพฤติตามธรรมบัญญัติไม่มีมนุษย์คนใดสามารถทำได้อย่างนั้น

การที่คุณพูดว่ามนุษย์จะถูกประเมินค่าอย่างไรในเรื่องเกี่ยวกับพระบัญญัติของพระเจ้า เราอยากให้คุณมองเห็นถึงเรื่องพระคุณของพระองค์ที่นำพวกเราหลุดพ้นจากการเป็นทาสให้เป็นไทในพระคริสต์แล้ว พระเจ้าจะไม่นำหลักธรรมบัญญัติมาตัดสินมนุษย์เพราะไม่มีผู้ใดทำได้เลยทุกคนไม่รอดแน่ถ้ายังอยู่ใต้ธรรมบัญญัติ คุณเข้าใจนะ สิ่งที่พระเจ้าจะตัดสินเรื่องความรอดก็คือใครที่รับหรือไม่รับพระคุณของพระองค์ทางพระเยซูคริสต์ นี่คือสิ่งที่มนุษย์จะถูกประเมิน ส่วนการประทานบำเหน็จรางวัลก็ขึ้นอยู่กับการกระทำตามความเชื่อของแต่ละคนว่าชีวิตเขาเกิดผลมากแค่ไหน สำหรับพวกที่ไม่เชื่อก็จะถูกพิพากษาตามการกระทำของตนด้วย

เพราะฉะนั้น ใครทำให้ข้อเล็กน้อยเพียงข้อหนึ่งในพระธรรมบัญญัตินี้ มีความสำคัญน้อยลง และสอนคนอื่นให้ทำอย่างนั้นด้วย คนนั้นจะได้ชื่อว่าเป็นผู้เล็กน้อยสุดในแผ่นดินสวรรค์ แต่ใครที่ประพถติและสอนตามธรรมบัญญัติ คนนั้นจะได้ชื่อว่าเป็นใหญ่ในสวรรค์ มัทธิว 5.19

คุณ tanasan คงเห็นแล้วว่าธรรมบัญญัติของพระเจ้านั้นเข็มงวดมากแค่ไหน แม้ข้อเล็กน้อยก็ต้องทำให้ครบถ้วนให้ได้ ห้ามลดความสำคัญแม้แต่ขีดๆ เดียวก็ไม่ได้ ถ้ามีใครสอนให้ทำอย่างนั้นจะได้ชื่อว่าเป็นผู้น้อยสุดในแผ่นดินสวรรค์ กรณีที่มีคนทำตามบัญญัติได้แล้วได้รับความรอดนะ แล้วถ้าใครประพฤติและสอนตามธรรมบัญญัติ คนนั้นก็จะได้ชื่อว่าเป็นใหญ่ในสวรรค์ กรณีที่เขาสามารถทำตามบัญญัติได้นะ เพราะที่จะเข้าแผ่นดินสวรรค์ได้ ความชอบธรรมของเราจะต้องมีมากกว่าพวกฟาริสี ธรรมมาจารย์เหล่านั้น

จึงเห็นได้ว่าถ้าใช้หลักการประพฤติตามธรรมบัญญัติมนุษย์จะไม่สามารถรอดได้สักคนเดียว แต่ขอบคุณพระเจ้าด้วยพระคุณของพระองค์ที่ให้กับมนุษย์พวกเราจึงได้รับความรอดทางพระคุณความเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์ นี่คือความชอบธรรมที่พระเจ้าให้กับเราเป็นความชอบธรรมที่มากกว่าพวกฟาริสี ธรรมาจารย์ที่เอาแต่หลักการประพฤติตามบัญญัติซึ่งไม่ได้ช่วยให้รอดได้เลย คุณคงเข้าใจแล้วนะ เราอยากให้คุณเข้าใจเรื่องพระคุณไม่อยากเห็นคุณยังมีชีวิตที่ตกเป็นทาสอีก ถ้าความเชื่อของคุณไม่ได้ทำให้คุณเป็นทาส เราก็ยินดีด้วย พระเจ้าอวยพรจ้ะ
 


  คำตอบที่ 223  
 

เต้ยคุง

17 เม.ย. 54
เวลา 17:19:04
มีถ้อยคำของพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้า และพระผู้ช่วยให้รอด ตรัสใว้ว่า

บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายหายเหนื่อยเป็นสุข จงเอาแอกของเราแบกไว้ แล้วเรียนจากเรา เพราะว่าเรามีใจอ่อนสุภาพและถ่อมลง และท่านทั้งหลายจะพบที่สงบสุขในใจของตน
ด้วยว่าแอกของเราก็แบกง่าย และภาระของเราก็เบา"

 


  คำตอบที่ 224  
 

follower

17 เม.ย. 54
เวลา 17:19:40
"ท่านทั้งหลายก็เห็นแล้วว่า ผู้ใดจะเป็นคนชอบธรรมได้ ก็เนื่องด้วยการกระทำ และมิใช่ด้วยความเชื่อเพียงอย่างเดียว" (ยก. 2:24)
 


  คำตอบที่ 225  
 

เต้ยคุง

17 เม.ย. 54
เวลา 17:25:48

ตามที่พระองค์ได้ตรัสใว้ว่า "ด้วยว่าแอกของเราก็แบกง่าย และภาระของเราก็เบา"

แอกของพระองค์คือ การเชื่อวางใจในองค์พระเยซูคริสต์เจ้า ติดตามพระองค์ แสวงหาพระองค์ รักพระองค์ด้วยสุดจิตสุดใจ


ยอห์น 15

9 พระบิดาทรงรักเราฉันใด เราก็รักท่านทั้งหลายฉันนั้น จงยึดมั่นอยู่ในความรักของเรา

10 ถ้าท่านทั้งหลายรักษาบัญญัติของเรา ท่านก็จะยึดมั่นอยู่ในความรักของเรา เหมือนดังที่เรารักษาพระบัญญัติของพระบิดาเรา และยึดมั่นอยู่ในความรักของพระองค์

11 นี้คือสิ่งที่เราได้บอกแก่ท่านทั้งหลายแล้ว เพื่อให้ความยินดีของเราดำรงอยู่ในท่าน และให้ความยินดีของท่านเต็มเปี่ยม

12 นี่แหละเป็นบัญญัติของเรา คือให้ท่านทั้งหลายรักซึ่งกันและกัน เหมือนดังที่เราได้รักท่าน

13 ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ คือการที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน

14 ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติตามที่เราสั่งท่าน ท่านก็จะเป็นมิตรสหายของเรา
--------------------------------

บัญญัติของพระเยซูที่ให้เราทำ เป็นหัวใจของธรรมบัญญัติทุกข้อของพระบิดา
 


  คำตอบที่ 226  
 

เต้ยคุง

17 เม.ย. 54
เวลา 17:32:09

ก็ต้องเลือกเอา อยากเอาแอกที่เบาๆ พอเหมาะ หรือจะเอาแอกที่หนักอึ้ง ที่แม้แต่โมเสสเองก็แบกไม่ใหว

ลองคิดดู โมเสสดำเนินตามพระดำรัสพระบิดามาตลอดชีวิต เป็นผู้เดียวที่ได้เห็นรูปพรรณสัญฐานของพระบิดา ท่านพลาดเพียงครั้งเดียวเรื่องเอาไม้เท้าไปตีศิลา แทนที่จะพูดกับศิลาตามที่พระเจ้าสั่ง (เพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบ)
ก็ไม่สามารถเข้าคานาอันได้

ถ้าต้องการอยู้ใต้ธรรมบัญญัติ ก็จงตระหนักใว้ว่า ต่อให้รักษาธรรมบัญญัติมาได้ทุกข้อ แต่คุณพลาดในความคิดแค่แวบเดียว สิ่งที่คุณอุตส่าห์รักษามาชั่วชีวิตก็มีค่าเป็น "ศูนย์"
 


  คำตอบที่ 227  
 

เต้ยคุง

17 เม.ย. 54
เวลา 17:51:04

ในมัทธิว 28:23 - 35 ถ้าคุณอ่านเข้าใจจริงๆ จะรู้ว่า เราแต่ละคนติด "หนี้" พระบิดา เพราะการเป็นคนบาปนั้น มูลค่ามากมายมหาศาลแค่ใหน

1 ตะลันต์ = 6,000 เดนาริอัน

(1 เดนาริอัน คือค่าจ้างในการทำงาน 1 วัน อันนี้ลองไปหาข้อมูลเพิ่มเติมเอาเอง)

หนี้ 10,000 ตะลันต์ = 10,000 x 6,000 = 60 ล้านเดนาริอัน = ค่าจ้างในการทำงาน 60 ล้านวัน

อธิบายง่าย ๆ ถ้าคุณอยากรอดจากบาปด้วยการกระทำดีของคุณเอง (ทำตามธรรมบัญญัติ) คุณต้องรักษาธรรมบัญญัติให้ได้ตามมาตรฐานพระบิดา ไม่พลาดเลยแม่แต่แวบเดียว เป็นเวลา 60 ล้านวัน คุณถึงสามารถใช้หนี้บาปได้หมด และเข้าสวรรค์ได้ด้วยการกระทำตามธรรมบัญญัติ

แต่คนเรา อายุมากที่สุดคงไม่เกิน 130 ปี (เผื่อคนที่มีอายุยืนมากๆๆๆ ติดสถิติโลกไปด้วยเลย)

1 ปี = 365 วัน
130 ปี = 130 x 365 = 47,450 วัน

ชีวิตนี้คุณมีเวลารักษาธรรมบัญญัติแค่ 47,450 วันเท่านั้น ยังใช้หนี้บาปได้ไม่ถึง 1% ของทั้งหมดที่มีอยู่เลย (อันนี้คือกรณีที่รักษาธรรมบัญญัติได้ 100% เต็มนะครับ ซึ่งในความเป็นจริง คงไม่มีใครทำได้)

นี่แหละคือ "แอก" คือ "ภาระ" อันหนักอึ้ง ของการอยู่ใต้ธรรมบัญญัติ
 


  คำตอบที่ 228  
 

เต้ยคุง

17 เม.ย. 54
เวลา 17:57:36

โทษทีครับ ผมเขียนข้อพระคัมภีร์ผิด ก็แก้ใขใหม่ครับ

เห็นใหมครับ ความอ่อนแอของมนุษย์ แค่พิมพ์ข้อความยังพิมพ์ผิดกันได้เลย นับประสาอะไรกับการรักษาธรมบัญญัติ

----------------------------------------

****ในมัทธิว 18:23 - 35 ครับ****

ถ้าคุณอ่านเข้าใจจริงๆ จะรู้ว่า เราแต่ละคนติด "หนี้" พระบิดา เพราะการเป็นคนบาปนั้น มูลค่ามากมายมหาศาลแค่ใหน

1 ตะลันต์ = 6,000 เดนาริอัน

(1 เดนาริอัน คือค่าจ้างในการทำงาน 1 วัน อันนี้ลองไปหาข้อมูลเพิ่มเติมเอาเอง)

หนี้ 10,000 ตะลันต์ = 10,000 x 6,000 = 60 ล้านเดนาริอัน = ค่าจ้างในการทำงาน 60 ล้านวัน

อธิบายง่าย ๆ ถ้าคุณอยากรอดจากบาปด้วยการกระทำดีของคุณเอง (ทำตามธรรมบัญญัติ) คุณต้องรักษาธรรมบัญญัติให้ได้ตามมาตรฐานพระบิดา ไม่พลาดเลยแม่แต่แวบเดียว เป็นเวลา 60 ล้านวัน คุณถึงสามารถใช้หนี้บาปได้หมด และเข้าสวรรค์ได้ด้วยการกระทำตามธรรมบัญญัติ

แต่คนเรา อายุมากที่สุดคงไม่เกิน 130 ปี (เผื่อคนที่มีอายุยืนมากๆๆๆ ติดสถิติโลกไปด้วยเลย)

1 ปี = 365 วัน
130 ปี = 130 x 365 = 47,450 วัน

ชีวิตนี้คุณมีเวลารักษาธรรมบัญญัติแค่ 47,450 วันเท่านั้น ยังใช้หนี้บาปได้ไม่ถึง 1% ของทั้งหมดที่มีอยู่เลย (อันนี้คือกรณีที่รักษาธรรมบัญญัติได้ 100% เต็มนะครับ ซึ่งในความเป็นจริง คงไม่มีใครทำได้)

นี่แหละคือ "แอก" คือ "ภาระ" อันหนักอึ้ง ของการอยู่ใต้ธรรมบัญญัติ


 


  คำตอบที่ 229  
 

follower

17 เม.ย. 54
เวลา 18:20:42
"ท่านทั้งหลายก็เห็นแล้วว่า ผู้ใดจะเป็นคนชอบธรรมได้ ก็เนื่องด้วยการกระทำ และมิใช่ด้วยความเชื่อเพียงอย่างเดียว" (ยก. 2:24)
 


  คำตอบที่ 230  
 

vyt

17 เม.ย. 54
เวลา 18:21:37
"ท่านทั้งหลายก็เห็นแล้วว่า ผู้ใดจะเป็นคนชอบธรรมได้ ก็เนื่องด้วยการกระทำ และมิใช่ด้วยความเชื่อเพียงอย่างเดียว" (ยก. 2:24)

ความเชื่อที่แท้จริงนั้นย่อมต้องมีการประพฤติตามความเชื่อด้วยจึงเกิดผลและพระเจ้าถือว่าเป็นผู้ชอบธรรม อย่างเช่นเมื่อใครบอกว่าเชื่อพระเยซูคริสต์ แต่ไม่ทำในสิ่งที่พระองค์สอน นั่นเขาก็ไม่ได้เชื่อพระองค์จริงๆ หากเขาบอกว่าเชื่อในพระคุณแต่ยังกลับไปทำตามหลักกฏบัญญัติเดิมตามข้อห้ามต่างๆ นั้น แสดงว่ายังไม่เข้าใจเรื่องพระคุณที่พระเจ้าให้ ถ้าทำเช่นนั้นเขาจะพลาดจากพระคุณไปเป็นทาสอย่างเดิม น้ำพระทัยของพระเจ้าไม่ต้องการให้ลูกของพระองค์ต้องกลับไปเป็นทาสอีก จึงควรที่จะทำตามน้ำพระทัยไม่ทำให้พระเจ้าเสียพระทัย ควรทำให้น้ำพระทัยสำเร็จในชีวิตของเรา เพื่อถวายพระเกียรติแด่พระองค์ อย่าเข้าเทียมแอกเป็นทาสอีกเลย เรื่องธรรมบัญญัตินั้นก็ควรอยู่ในยุคธรรมบัญญัติในพันธสัญญาเดิม อย่านำมายึดติดคิดว่าจะต้องแบกสิ่งเหล่านั้นอีก เพราะนี่เป็นยุคของพระคุณพวกเราอยู่ในพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้าแล้วให้เชื่อฟังและทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าเถิด
 


  คำตอบที่ 231  
 

ต้นหญ้า

17 เม.ย. 54
เวลา 20:17:08
ผมว่าพอได้แล้วมั้ง เรื่องธรรมบัญญัตินี่ ถูกด้วยกันทั้งสองฝ่าย เชื่อพระเยซูแล้วก้ยังต้องรักษาธรรมบัญญัติอยู่ดี แต่ไม่ได้รอดโดยการรักษาธรรมบัญญัติ

คิดว่า follower ก็คงเข้าใจดี อย่าเอาชนะกันด้วยถ้อยคำดีกว่า แต่ให้เสริมสร้างซึ่งกันและกันจะเป็นการดี

ถ้า follower ยังไม่เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า ก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเขากับพระเจ้า และอาจยังไม่ถึงเวลาของเขา แค่เขากลับใจมาเชื่อพระเยซูก็ขอบคุณพระเจ้าแล้วแหละ

ยิ่งเขามีความรู้ประสบการณ์เกี่ยวกับศาสนาอิสลาม และยังมาช่วยแก้ต่างให้เราเข้าใจมากยิ่งขึ้น

พระเจ้าอาจเรียกเขามาเพื่องานนี่ก็ได้ ใครจะไปรู้ (คุ้นๆมั้ย วลีนี้ ฮิๆ)
 


  คำตอบที่ 232  
 

shinonose

17 เม.ย. 54
เวลา 20:47:45
อืม...เห็นด้วยกะ คุณต้นหญ้า...ครับ
 


  คำตอบที่ 233  
 

tanasan

17 เม.ย. 54
เวลา 21:17:42
ผมตอบคุณ vyt. มนุย์จะสามรถรักษาพระบัญญัติโดยไม่มีความช่วยเหลือจากพระคริสต์ได้หรือไม่ ? เราเป็นเถาองุ่น...พวกท่านเป็นแขนง คนที่ติดสนิทอยู่กับเราและเราติดสนิทอยู่กับเขา คนนั้นจะเกิดผลมาก เพราะว่าถ้าแยกจากเราแล้วพวกท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย ยอห์น 15.5 โรม 7.14-19 เพราะว่าความรักต่อพระเจ้าเป็นอย่างนี้ คือเมื่อเราประพถติตามพระบัญญัติของพระองค์ และพระบัญญัติของพระองค์นั้นไม่เป็นภาระที่หนักเกินไป 1 ยอห์น 5.3
 


  คำตอบที่ 234  
 

vyt

17 เม.ย. 54
เวลา 21:54:20
ผู้ใดเชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นพระคริสต์ ผู้นั้นก็เกิดจากพระเจ้า และผู้ใดรักพระองค์ผู้ทรงให้กำเนิด ผู้นั้นก็รักคนที่เกิดจากพระองค์ด้วย
โดยข้อนี้เราจึงรู้ว่าเรารักคนทั้งหลายที่เป็นบุตรของพระเจ้า เมื่อเราทั้งหลายรักพระเจ้า และประพฤติตามพระบัญญัติของพระองค์
เพราะนี่แหละเป็นความรักต่อพระเจ้า คือที่เราทั้งหลายประพฤติตามพระบัญญัติของพระองค์ และพระบัญญัติของพระองค์นั้นไม่เป็นภาระ
เพราะทุกคนที่เกิดจากพระเจ้า ก็มีชัยต่อโลก และความเชื่อของเรานี่แหละเป็นชัยชนะที่ชนะโลก
ใครเล่าชนะโลก ไม่ใช่คนอื่น คือผู้ที่เชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้านั่นเอง
นี่แหละคือผู้ที่ได้มาโดยน้ำและพระโลหิต คือพระเยซูคริสต์ ไม่ใช่ด้วยน้ำสิ่งเดียว แต่ด้วยน้ำและพระโลหิต
และพระวิญญาณทรงเป็นพยานเพราะพระวิญญาณทรงเป็นความจริง 1ยน.5:1-7

คุณ tanasan เข้าใจพระคุณของพระเจ้าก็ดีแล้ว พระเจ้าอวยพร

สรรเสริญขอบพระคุณพระเจ้า
 


  คำตอบที่ 235  
 

เต้ยคุง

17 เม.ย. 54
เวลา 23:10:23
ใครที่คิดว่าแบกแอกของการอยู่ใต้ธรรมบัญญัติใหว จะแบกไปก็ได้ครับ ขอให้แบกได้ 60 ล้านวันนะครับ

ส่วนผมขอบายครับ ผมแบกไม่ใหว ไม่มีปัญญาแบก ขอพระเยซูช่วยดีกว่าครับ
 


  คำตอบที่ 236  
 

เต้ยคุง

17 เม.ย. 54
เวลา 23:11:54
ผมขอให้พระเยซูช่วยผม เปลี่ยนแปลงผม ให้เหมือนพระองค์มากขึ้นๆ ทุกๆ วันดีกว่า.......
 


  คำตอบที่ 237  
 

เต้ยคุง

17 เม.ย. 54
เวลา 23:16:47

Reply 231 ต้นหญ้า

ผมว่าพอได้แล้วมั้ง เรื่องธรรมบัญญัตินี่ ถูกด้วยกันทั้งสองฝ่าย เชื่อพระเยซูแล้วก้ยังต้องรักษาธรรมบัญญัติอยู่ดี แต่ไม่ได้รอดโดยการรักษาธรรมบัญญัติ

คริสเตียนที่ยอมให้พระเยซูเข้ามาเปลี่ยนแปลง โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ จะมีลักษณะชีวิตที่เปลี่ยนไปที่ละน้อยๆ วันต่อวัน อาจมีบางวันที่พลาดบ้าง แต่ผลสุดท้าย ชีวิตเขาจะเหมือนพระเยซูมากขึ้นทุกวันๆ อย่างป็นธรมชาติ

ไม่ใช่การพยายามใช้กำลังตนเองในการฝืนทำตามมาตรฐานบทบัญติใน Bible ซึ่งสูงเกินกว่ามนุษย์จะทำได้

ขอพระเจ้าอวยพร

2 โครินทร์ 5:17 เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งเก่าๆก็ล่วงไป ดูเถิด สิ่งสารพัดกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น
 


  คำตอบที่ 238  
 

ความรักที่ยิ่งใหญ่

29 เม.ย. 54
เวลา 11:06:34
พระคำภีร์เดิม
(สดุดี 119:89, 160) ข้าแต่พระเจ้า พระวจนะของพระองค์ ปักแน่นอยู่ในสวรรค์เป็นนิตย์ สาระสำคัญแห่งพระวจนะของพระองค์ คือความจริง และกฎหมายอันชอบธรรมของพระองค์ทุกข้อ ดำรงอยู่เป็นนิตย์

(สุภาษิต 19:16) บุคคลที่รักษาพระบัญญัติก็รักษาชีวิตของตน บุคคลที่ดูหมิ่นพระวจนะก็จะถึงตาย

พระคำภีร์ใหม่
(มัทธิว 19:16-17) ดูเถิด มีคนหนึ่งมาทูลพระองค์ว่า ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าจะต้องทำดีประการใด จึงจะได้ชีวิตนิรันดร์ พระเยซูตรัสตอบเขาว่า ท่านถามเราถึงสิ่งที่ดีทำไม ผู้ที่ดีมีแต่ผู้เดียว แต่ถ้าท่านปรารถนาจะเข้าในชีวิต ก็ให้ถือรักษาพระบัญญัติไว้

(1 ทิโมธี 1:8-11)
1:8 แต่เราทั้งหลายรู้อยู่ว่าพระราชบัญญัตินั้นดี ถ้าผู้ใดใช้ให้ถูกต้อง
1:9 คือโดยรู้ว่าพระราชบัญญัตินั้นมิได้ทรงบัญญัติไว้สำหรับคนชอบธรรม แต่ทรงบัญญัติไว้สำหรับคนอยู่นอกพระราชบัญญัติและคนดื้อด้าน คนอธรรมและคนบาป คนไม่บริสุทธิ์และคนหมิ่นประมาท คนฆาตกรรมพ่อ คนฆาตกรรมแม่ คนฆ่าคน
1:10 คนล่วงประเวณี พวกกะเทย ผู้ร้ายลักคน คนโกหก คนทวนสบถ และอะไรๆที่ขัดกับคำสอนอันถูกต้อง
1:11 ตามที่มีอยู่ในข่าวประเสริฐอันมีสง่าราศีของพระเจ้าผู้เสวยสุข คือข่าวประเสริฐที่ได้ทรงมอบไว้กับข้าพเจ้านั้น

(โรม 13:10) ความรักไม่ทำอันตรายเพื่อนบ้านเลย เหตุฉะนั้นความรักจึงเป็นการปฏิบัติตามธรรมบัญัญัติอย่างครบถ้วน

(1ยอห์น 3:24) และทุกคนที่ประพฤติตามพระบัญญัติของพระองค์ก็อยู่ในพระองค์ และพระองค์ทรงสถิตอยู่ในคนนั้น เหตุฉะนี้ เราจึงรู้ว่าพระองค์ทรงสถิตอยู่ในเรา คือ โดยพระวิญญาณ ซึ่งพระองค์ทรงโปรดประทานแก่เรา

= พระเจ้าทรงตั้งพระบัญญัติโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพื่อเป็นมาตราฐานในความรักและความชอบธรรมของพระองค์ แต่ธรรมบัญญัตินั้นไม่สามารถช่วยเราให้เป็นผู้ที่ชอบธรรมได้ เพราะมีพระคัมภีร์บอกว่าไม่มีผู้ใดเป็นคนที่ชอบธรรมได้เองเลย ดังนั้นพระเจ้าจึงส่งพระเยซูมาเป็นผู้ที่ช่วยให้เราเป็นผู้ชอบธรรมโดยฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์

พูดง่ายๆก็คือ ธรรมบัญญัตินั้นเปรียบเหมือนกับกระจก ให้เราดูตัวเราเองว่าเราสะอาดหรือสกปรก ถ้าเราทำอะไรสกปรกที่หน้าของเรา กระจกนี้ก็จะบอกว่าเราไม่สะอาดมีสิ่งสกปรกติดอยู่ที่หน้าของเรา เมื่อเรารู้แล้วว่าเรามีอะไรก็ไม่รู้ติดที่หน้าของเรา เราก็จะใช้น้ำที่สะอาดมาชำระล้างสิ่งสกปรกนั้น น้ำสะอาดนั้นก็คือพระคุณของพระเยซู เป็นน้ำแห่งชีวิตที่พระองค์ทรงมอบให้กับเรา เมื่อเราล้างหน้าของเราและคิดว่าสะอาดแล้ว แต่เราไม่สามารถเห็นตัวเองได้ เราก็ต้องเอากระจกมาส่องดูอีกทีว่าหน้าของเราสะอาดแล้วหรือยัง เช่นกัน ฉันใดก็ฉันนั้น เราจะต้องได้รับการตรวจเช็คความชอบธรรมของเราจากมาตราฐานที่สูงส่งของพระเจ้าก่อนว่า เราเป็นคนชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้าหรือไม่ ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ด้วยน้ำสะอาดของพระองค์แล้วหรือยัง ถ้ายังเรายังเป็นตัวเก่าที่สกปรกอยู่ และไม่สะอาดและปราศจากมลทิน เครื่องบูชาที่เป็นตัวเรานั้น ก็จะไม่เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าได้เลย เพราะพระองค์ต้องการเครืองบูชาที่สะอาดและปราศจากมลทิน เป็นเครื่องบูชาที่บริสุทธิ์ที่นมัสการพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นเมื่อท่านเป็นคนที่สะอาดและชอบธรรมในสายตาของตัวท่านเองแล้ว ท่านยังต้องถูกนำไปเทียบกับความสะอาดและความบริสุทธิ์ที่สุดของพระะเจ้าด้วย เมื่อท่านสอบผ่านท่านก็จะได้ใส่เสื้อขาวบริสุทธิ์ที่พระองค์จะมอบให้กับคนที่เหมาะสมและสมควรจะได้รับ และคนเหล่านั้นที่พระองค์ทรงเลือกก็จะได้อยู่กับพระองค์ตลอดไปเป็นนิตย์นิรันดร์ คนเหล่านี้จะไม่กระทำบาปอีกต่อไป เพราะหัวใจของเขามีพระธรรมของพระผู้เป็นเจ้าไว้บรรจุไว้ในใจเสมอ (ฮีบรู 10:15-17) ซึ่งชือของเขาจะไม่ถูกตัดออกเลย และทุกวันขึ้นค่ำและทุกวันสะบาโต พวกเขาทั้งหลายที่มีชัยชนะจะมานมัสการต่อพระผู้เป็นเจ้าของเขาเป็นนิตย์

(อิสยาห์ 66:22-23)
66:22 "เพราะฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ซึ่งเราจะสร้าง จะยังอยู่ต่อหน้าเราฉันใด" พระเยโฮวาห์ตรัสดังนี้ "เชื้อสายของเจ้าและชื่อของเจ้าจะยังอยู่ฉันนั้น"
66:23 พระเยโฮวาห์ตรัสว่า "และต่อมาทุกวันขึ้นหนึ่งค่ำ และทุกวันสะบาโต เนื้อหนังทั้งสิ้นจะมานมัสการต่อหน้าเรา


ขอพระเจ้าอวยพร
 


  คำตอบที่ 239  
 

tanasan

25 พ.ค. 54
เวลา 19:58:24
ถูกต้องครับ คุณ ความรักที่ยิ่งใหญ่ พระเจ้าอวยพร.
 


  คำตอบที่ 240  
 

LAw&Grace

31 พ.ค. 54
เวลา 15:12:23
คุณความรักยิ่งใหญ่ ตอบไม่ผิด แต่ไม่ถูกครับ คือไม่ผิด เพราะว่าตอบด้วยใจรักมั่นจริงๆ คืออ้างอิงได้สมบูรณ์แบบทั้งพระคัมภีร์เดิมและใหม่

ประเด็นคือคุณความรักยิ่งใหญ่ ตอบผิดด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงๆ คือเข้าใจไปเช่นนั้นด้วยความตั้งใจที่ดีจริงๆ แต่ที่ผิดคือ แยกพันธสัญญาทั้งสองออกจากกันไม่ได้ ซึ่งก็เหมือนกับหลายคน คือเหมือนว่าทั้งสองอย่างก็ดี ธรรมบัญญัติก็ดี ไม่เอาก็ดี และก็ขัดแย้งในใจ เหล่านี้ไม่ใช่เพราะว่าเขาไม่อยากรักพระเจ้านะ หรือไม่ได้เชื่อพระคริสต์ ไม่ใช่เลย เขารักพระเจ้ามาก แต่เพียงง่ายๆคือ เขาไม่รู้ว่าเขาอยู่ในพันธสัญญาใด ยังคิดว่าอยู่ทั้งสองพันธสัญญา ไม่รู้ว่าพระเยซูมาเพื่อสถาปนาพันธสัญญาใหม่เพราะอะไร? ทำไมจึงทำเช่นนั้น? และฉันอยู่ในพันธสัญญาไหน? บ้างอาจจะคิดว่าเรายังอยู่ในทั้งสองพันธสัญญา แล้วก็พยายามทำให้สมดุล คือกางขาคร่อมทั้งสองและพยายามหาเหตุผลมาช่วยเหลือสนับสนุน ก็แล้วแต่

ผมแวะมาแซว แต่ยืนยันว่า เราอยู่ในพระเยซู เราอยู่ในพันธสัญญาใหม่ เราอยู่ในธรรมบัญญัติ เราอยู่ในพันธสัญญาเดิม เราอยู่ทั้งสองพันธสัญญาไม่ได้ แต่ถ้ามีคนบอกว่าต้องอยู่ให้ได ก็ตามใจครับ ผมไม่ว่าอะไรก็ลองดูสัก 10 ปีก็ได้ครับ ผมลองมา 15 ปีแต่ก็ไม่เคยสายที่จะเข้าใจ

คงศักดิ์
graceforthai.com
 


หน้าที่แล้ว | หน้า 11 12 13 |


กรุณาloginก่อนโพสต์
  
Jaisamarn Full Gospel Church 10-12 soi 6 sukhumvit Rd. klongtoey Bangkok
Tel. +66(0)2253-0082 , +66(0)2253-9081-4 FAX +66(0)2653-0127