ตอบคำถามเพิ่ม คลิกที่นี่
 
  แชร์ประสบการณ์ประทับใจเกี่ยวกับนักแสดงที่เป็นคริสเตียน  
 

Bless_Mind

26 พ.ย. 53
เวลา 0:12:08

พิมพ์
แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน
มีผู้กล่าวไว้ว่า"ศาสนาทุกศาสนาสอนให้ทุกคนเป็นคนดี"

ได้มีโอกาสอ่านพบเรื่องราวดีดีนี้
รู้สึกชื่นชมนักแสดงผู้นี้ที่เป็นตัวอย่างของคริสเตียนที่ดีให้ผู้คนได้สรรเสริญ
...แอนดริว เกร้กสัน...

ข้อความหัวข้อ:เมื่อวานมีโอกาสได้เจอแอนดริว ประทับใจมากๆ

"เมื่อวานได้มีโอกาสพบกับแอนดริว เกร้กสัน ประทับใจมากๆไม่คิดเลยว่าจะเป็นคนที่มีจิตใจดี มีน้ำใจสุดๆด้วยการช่วยอุ้มคุณยายที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย จากห้องนมัสการไปขึ้นรถ ทั้งๆที่ผ้านุ่งของผู้ป่วยเปียกและเต็มไปด้วยกลิ่น"

ไม่ทราบว่าเหตุการณ์นี้เกิดที่คริสตจักรใด(มีใครทราบบ้าง?)

ผู้อ่านท่านใดมีเหตุการณ์ประทับใจ ขอเชิญเล่าสู่กันฟังเพื่อจรรโลงใจและเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เยาวชน
 


คำตอบที่ 41-51 ทั้งหมด 51 คำตอบ | หน้า 1 2 3 |
  คำตอบที่ 41  
 

vyt

9 ธ.ค. 53
เวลา 17:03:32
สรรเสริญ ขอบคุณพระเจ้า ^^
 


  คำตอบที่ 42  
 

Bless_Mind

9 ธ.ค. 53
เวลา 18:22:05
ก่อนหน้านี้มีเพื่อนมาเล่าให้ฟังว่า
แอนดริวนำไบเบิลส่วนตัวไปประมูล
ช่วยมูลนิธิสงเคราะห์เด็กยากจน ซี.ซี.เอฟ.ฯ
ทั้งๆที่ปกติแทบจะไม่ออกงานใดใดเลย
น้องผู้ชายคนหนึ่งประมูลไปเป็นเงิน 5,000 บาท
.
.
.
พระเจ้าเมตตาเขา...เขาจึงรอดมาได้โดยที่ไม่เป็นอะไรเลย

*****************************************************
"It is more blessed to give than to receive"
Acts 20:35
*****************************************************
 


  คำตอบที่ 43  
 

ไก่

12 ธ.ค. 53
เวลา 12:19:22
คืนนี้อาหมูออกรายการที่นี่หมอชิต...(หวังว่าจะจำไม่ผิด)
อาหมูเป็นดาราคริสตชนที่น่ารักครอบครัวหนึ่งแระ เวลาอาหมูไปโบสถ์ อาหมูก็เรียบ ๆ ง่าย ๆ น่าชื่นนชม ขอพระเจ้าอวยพรครอบครัวอาหมูมาก ๆ ครับ
 


  คำตอบที่ 44  
 

Bless_Mind

12 ธ.ค. 53
เวลา 14:06:34
เรื่องราวชีวิตจริงของ อาหมู...ดิลก ทองวัฒนา
สอนใครหลายคนให้มีกำลังใจสู้ชีวิต
ครั้งหนึ่ง...เคยล้มจนลุกขึ้นยืนแทบไม่ไหว
ชีวิตต้องเผชิญกับจุดเปลี่ยนหลายครั้ง...ซึ่งอาหมูเรียกว่า WAR...ที่มิรู้จักจบสิ้น
จนมาค้นพบความรักของพระเจ้าผ่านเพื่อน...ผู้ซึ่งนำพระวจนะของพระเจ้า...มาสู่อาหมู
ถ้อยคำเหล่านั้นผ่านหูในเริ่มแรก...
จน...ผ่านใจในที่สุด...
...ขอพระเจ้าอวยพร...ทั้งครอบครัวคุณไก่และอาหมู


 


  คำตอบที่ 45  
 

kobo

20 ธ.ค. 53
เวลา 17:21:03
อาจารย์ ' หมอห้าบาท ' กำลังตรวจคนไข้อย่างแข็งขัน

ไม่นานมานี้ ผมได้ดูรายการจมูกมด ซึ่งเขาสัมภาษณ์ รศ.นพ. สภา ลิมพาณิชย์การ อาจารย์ประจำโรงเรียนเวชนิทัศน์
โรงพยาบาลศิริราช ผู้ซึ่งได้ฉายาว่า "หมอ ๕ บาท" ใครฟังแล้วก็ต้องประทับใจ
คุณหมอท่านให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ใช่คนเรียนเก่ง อยากจะเรียนถ่ายรูป เพราะหลงใหลการถ่ายภาพ แต่คอรบครัวต้องการ
ให้เป็นหมอ ครั้นเมื่อสอบเข้าได้ จึงใช้เวลาในการศึกษานานกว่าเพื่อนๆ โดยจบทีหลังนักเรียนแพทย์ร่วมรุ่น ๒ ปี
ท่านรับราชการมาจนกระทั่งเกษียณ ได้รับบำนาญปัจจุบันเดือนละ ๒๒ , ๐๐๐ บาท และมีเงินค่าสอนอีกเดือนละ
๒๐ , ๐๐๐ บาท แต่ต่อมาเทางมหาวิทยาลัยขาดแคลนเงิน ก็ขอลดค่าสอนเหลือเดือนละ ๑๒ , ๐๐๐ บาท แต่ปีงบประมาณ
ใหม่ คือเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมานี้ ท่านก็จะไม่ได้ไปสอนอีกแล้ว เนื่องจากมีปัญหาทางด้านสุขภาพ

เงินจำนวนนี้ต้องถูกตัดไป เหลือเพียงบำนาญล้วนๆ!

เมื่อจบการศึกษาแพทย์ และทำงานได้สักพัก ท่านอาจารย์หมอก็เช่าห้องแถวไม้ ในซอยระนอง ๑ เขตดุสิต ของเพื่อน
เปิดเป็นคลินิก โดยขึ้นป้ายว่า "สำนักงานแพทย์" โดยเริ่มทำมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๗ นี่ก็เข้าไปเกือบ ๔๐ ปี แล้ว
แม้ท่านอาจารย์หมอจะย่างเข้าวัยชราแล้ว แต่ท่านก็ยังเปิดบริการทางการแพทย์ของท่านอยู่ ที่น่าอัศจรรย์ คือ
ท่านเก็บบริการทางการแพทย์ หรือค่ารักษาครั้งละ ๕ บาท รวมค่ายาด้วย รายใดที่จะต้องใช้ยาดีราคาแพง ก็ไม่เกิน ๗๐ บาท
นั่นหมายความว่า ยาต้องดีและราคาแพงจริง
คุณหมอเล่าว่า เหตุที่คิดราคาได้ถูก เพราะซื้อยาได้ถูก และยาดี เรื่องยานั้นคุณหมอซื้อกับเจ้าประจำมีส่วนลดด้วย
เพราะคุณหมอไม่ต้องการให้ผู้ป่วย ไปซื้อยารับประทานเอง ที่สำคัญอย่างยิ่งคือ การตรวจวินิจฉัยที่ละเอียดลออ
ของหมอห้าบาทต่างหาก คนไข้ก็หายเป็นปกติทุกราย ส่วนคนที่ไม่หาย เมื่อกลับมาหาท่านอีกครั้ง พอไล่เลียงกันเข้า
อาจารย์หมอสภาก็บอกว่า

จับได้ทุกครั้งว่า กินยาไม่ครบ กินมื้อเว้นสองมื้อ ให้กิน ๔ เวลา กินเสีย ๒ เวลา เลยต้องกำชับให้กินให้ถูกต้อง...แล้วก็หายทุกราย!"

ยิ่งกว่านั้น ถ้าคนไข้ไม่มีเงินจริงๆ แม้แต่ค่ายาคุณหมอก็ไม่คิด หรือหาก มีไม่พอ ก็มีเท่าไร ก็เท่านั้น หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
เคยทำข่าวเรื่องของคุณหมอมาเมือ ๒ ปีที่แล้ว เคยสัมภาษณ์คนไข้ของคลินิก ๕ บาทแห่งนี้ ชื่อ คุณป้ามารศรี อายุ ๗๒ ปี
เจ้าของร้านทำผมแถวๆ ซอยระนอง ๑ ท่านเป็นคนไข้ที่รักษากับคุณหมอ มานานกว่า ๔๐ ปี เล่าว่า รักษาตั้งแต่สมัยเพื่อน
คุณหมอมาเปิดคลินิก จนถึงคุณหมอสภา มาเช่าคลินิกของเพื่อนต่อ ส่วนใหญ่ก็จะมาด้วยโรคหวัด แต่วันนี้ไม่ได้มาด้วยโรคหวัด
แต่ระคายเคืองตา คุณหมอบอกว่าเป็นตาแดง ก็นอกจากคุณป้าแล้ว ลูกสาวและหลานสาว หรือแม้แต่ทหารที่ทำงานอยู่ในบ้าน
ก็มารักษา

" คุณหมอสภารักษาดี คิดถูก แล้วก็หายด้วยนะ บางทีเป็นหวัด ๒๐-๓๐ บาทก็หายแล้ว ลูกชายป้าเป็นหวัดไปหาหมอ
ที่โรงพยาบาล เอกชนยังตั้ง ๑ , ๔๐๐...ป้ามานี่แค่ ๔๐ บาท บางคนบ้านอยู่ไกลยังมารักษา เพราะรักษากันชิน...เวิ้งนี้
ของหมอสภาทั้งนั้น"
ลูกค้าของคุณป้ามารศรี เล่าให้ฟังพร้อมโชว์ยารักษาในถุงให้ดู

ผู้สัมภาษณ์ได้ถามคุณหมอว่า เดือนหนึ่งมีกำไรเท่าไหร่รักษาแบบนี้ ? คุณหมอบอกว่าไม่เคยคิด บัญชีก็ไม่เคยทำ

คนถามเลยบอกว่า
" อ้าว...ไม่ทำบัญชีแล้วจะรู้ว่าต้นทุนเท่าไหร่ จ่าไปไปเท่าไหร่ ถ้าเดือนไหนเงินไม่พอจ่ายค่ายา ทำอย่างไรครับ ? "

คุณหมอบอกว่า "ก็ไปกด (เอทีเอ็ม) เอาเงินบำนาญ ออกมาใช้"
ผู้สัมภาษณ์เกาหัว แล้วบอกว่า "แล้วคุณหมอ จะทำไปทำไม ?"
ไม่น่าเชื่อว่า อาจารย์หมอตอบว่า

" เพราะคิดว่า...มันเป็นหน้าที่!"
ฟังแล้วอึ้งไปเลย...ผมเองเดาเอาว่า

คุณหมอท่านคงคิดว่า เมื่อตอนเรียนแพทย์ หลวงท่านก็ดูแลเรื่องค่าใช้จ่าย ค่าเล่าเรียนก็ไม่ค่อยเก็บ เหมือนไปเรียนโรงเรียน
เอกชน ที่ค่าเล่าเรียนแพทย์แพงมาก พอจบมีงานทำ เกษียณแล้ว ทางราชการก็มีบำนาญเลี้ยงดู จนกว่าชีวิตจะหาไม่ ตายไป
แล้วคนอยู่ข้างหลัง ก็ได้บำเหน็จตกทอดอีกด้วย ดังนั้น อะไรพอช่วยเหลือประชาชน พี่น้องเพื่อนร่วมชาติได้ ท่านก็ทำด้วย
ความเต็มใจ และได้ทำอย่างต่อเนื่องมาเนิ่นนานแล้ว คุณหมอกระทำโดย ไม่ได้หวังในความร่ำรวย แต่กระทำเพราะถือว่าเป็น
หน้าที่แห่งตน ทั้งๆที่หลวงท่านก็ให้หยุดพักผ่อนนานแล้ว แต่คุณหมอท่านไม่ยอม เพราะสงสารพี่น้องเพื่อนร่วมชาติ

"คนคิดอย่างอาจารย์หมอสภาฯมีอยู่ ผมเคยเห็น...แต่น้อย น้อยเอามากๆ"

อาจารย์หมอไม่เคยทวงบุญคุณ ไม่เคยประกาศยกย่องตัวเองว่าเป็นผู้กล้า
วีรบุรุษที่เสียสละให้ชาติบ้านเมือง ไม่เคยทวงบุญคุณไป

ดูคุณหมอแล้ว...น้ำตาซึม
ภาวนาให้คนไทยคิดเหมือนคุณหมอมีจำนวนมากขึ้น...และมากขึ้น
บ้านเมืองเรา จะได้เจริญก้าวหน้าไปอย่างอบอุ่น ด้วยความเมตตามากกว่านี้

' หมอห้าบาท '.. เมตตาไม่มีขาด
นักรบแค่ห้าบาท แต่หัวใจ...หลายพันล้าน!
ขุนศึกห้าบาท ทระนงองอาจ ต่อสู้กับโรคร้าย...สมชายชาตรีนัก!...ฯลฯ
 


  คำตอบที่ 46  
 

หล่อฟาด

20 ธ.ค. 53
เวลา 17:33:11
ดีจริง อะไรจริง
 


  คำตอบที่ 47  
 

Bless_Mind

20 ธ.ค. 53
เวลา 19:42:41
Reply#45
่...อ่านแล้วรู้สึกดีจังงงงง...


ขอพระเจ้าอวยพร "คุณหมอห้าบาท-รศ.นพ. สภา ลิมพาณิชย์การ"
และน้อง kobo ผู้นำเรื่องราวดีดีนี้มาแบ่งปัน

ขอบใจนะ น้อง kobo

........................................................................................................
ขออนุญาตเล่าต่อจากน้อง kobo

ข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 31 พ.ค. 2547

"งวดนี้ความดันสูงมากนะ ให้ดูแลสุขภาพตัวเองมากกว่านี้ อย่ากินเค็ม
อย่าปล่อยให้อ้วนไปกว่านี้ หากลดความอ้วนลงซัก 2 กิโลกรัม 3 กิโลกรัมได้
ยิ่งเป็นผลดีต่อสุขภาพ แต่ไม่เป็นไรวันนี้เอายาไปกินก่อน กินหลังอาหารเช้ากับเย็น แล้วอีก 3 วันค่อยมาหาหมอตรวจความดันอีกครั้ง"
น.พ.สภา ลิมพาณิชย์การ บอกกับคนไข้พร้อมกำชับด้วยว่า
"วันที่จะมาหาหมอให้กินยาก่อนมาถึงคลินิกอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง"

คนไข้รายนี้เดินออกไป คนไข้ที่นั่งรอคิวอยู่เดินเข้ามาแทนที่และเล่าให้หมอฟัง
ทันทีที่นั่งลงบนเก้าอี้ว่า มีอาการปวดหลัง เอี้ยวตัวแล้วรู้สึกเสียวแปล๊บ

หมอสภาให้คนไข้ลุกขึ้นยืนแล้วหันหลัง จากนั้นใช้ 2 มือกดไปบนแผ่นหลัง
แล้วถามว่าปวด ตึงบริเวณต้นคอไหม
คนไข้ตอบ "ครับ"
คุณหมอยิ้มให้คนไข้พร้อมกับบอกว่า กล้ามเนื้ออักเสบ กินยาที่หมอจัดให้
2 วันก็หาย คนไข้ยื่นมือมารับยาจากคุณหมอพร้อมกับถามว่า เท่าไหร่ครับ
"20 บาท" น.พ.สภา ตอบ

...นี่คือบรรยากาศภายในคลินิกแพทย์สภา ซึ่งเป็นห้องแถวขนาดเล็ก
มีสภาพทรุดโทรม ตั้งอยู่ในซอยระนอง 1 ย่านราชวัตร ที่คนป่วยผลัดเปลี่ยน
หมุนเวียนกันเดินเข้ามาให้ตรวจอาการ ซึ่งส่วนใหญ่คนไข้ที่มารักษาเป็นโรคพื้นฐานอย่างไข้หวัด ปวดหัว ตัวร้อน ฯลฯ คลินิกแห่งนี้ ได้ทำหน้าที่ปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บให้คนยากจน คนหาเช้ากินค่ำมากว่า 30 ปีแล้ว

น.พ.สภาเล่าให้ฟังว่า คลินิกแห่งนี้รักษาเฉพาะโรคพื้นฐาน เป็นไข้ ปวดหัว ตัวร้อน โดยคิดค่ารักษาตั้งแต่ 5 บาทไปจนถึงสูงสุด 70 บาท และที่นี่ไม่รับทำแผล ฉีดยา เนื่องเพราะติดปัญหากฎระเบียบของกระทรวงสาธารณสุข คลินิกมีพื้นที่คับแคบ
และคิดว่าคลินิกที่อยู่ใกล้เคียงรับรักษาอยู่แล้ว นอกจากนี้ ทางคลินิกก็ไม่เปิดเหมือนคลินิกทั่วไป คือเปิดเพียงวันละ 2 ชั่วโมงเท่านั้น ระหว่างเวลา 18.00-20.00 น.

"ถ้าตรวจพบว่าคนไข้มีอาการหนัก หมอจะแนะนำให้ไปตรวจที่โรงพยาบาล ซึ่งเครื่องมือทันสมัยสามารถตรวจได้อย่างละเอียด แต่คนไข้มักจะบอกว่าไม่อยากไปโรงพยาบาล เนื่องเพราะเสียเวลาเต็มวัน หมอต้องเตือนสติคนไข้ว่าเสียเวลาวันเดียวดีกว่าต้องนอนแซ่วอยู่บนที่นอนหลาย หลายวัน แต่ก่อนไล่ไปโรงพยาบาล
มักจะถามว่า มีบัตร 30 บาท บัตรประกันสังคมไหม เพื่อให้ไปใช้สิทธิที่พวกเขามีอยู่"

น.พ.สภา เล่าต่อว่า คนไข้บางรายปฏิบัติตามคำแนะนำ ไปโรงพยาบาล พอกลับมาแล้วจะเอายามาให้หมอดู บางรายมาถามว่า ยาเม็ดนั้นเม็ดนี้กินแก้อะไร เนื่องจากคนไข้ไม่กล้าถามผู้จ่ายยาที่โรงพยาบาล หรือมีคนไข้บางรายตั้งข้อสังเกตว่า
กินยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น พร้อมตั้งคำถามว่าทางโรงพยาบาลให้ยาด้อยคุณภาพหรือเปล่า หรือบางรายมาเล่าให้ฟังว่าไปโรงพยาบาลเอกชนเสียค่ารักษาสูงได้ยามากิน 10 กว่าเม็ด
 


  คำตอบที่ 48  
 

Bless_Mind

6 ก.พ. 54
เวลา 23:58:03
พบบทสัมภาษณ์นี้โดยบังเอิญ...
เห็นปกนิตยสารเป็นภาพ...คุณบอย โกสิยพงษ์
จึงรีบพลิกอ่านอย่างไว...
เพราะแน่ใจว่า คุณบอย ต้องแบ่งปันพระวจนะ...หนุนใจ...อย่างแน่นอน...
ขอถ่ายทอดต่อเพื่อหนุนใจทุกท่าน...ดังนี้
.
.
.
บทสัมภาษณ์บางส่วนจากนิตยสาร Secret ปีที่ 2 ฉบับที่ 39 กุมภาพันธ์ 2553

Secret: เท่าที่ทราบ คุณเป็นคนทำงานหนักมาโดยตลอด เพราะอะไรจึงเริ่มคิดว่าจะลดการทำงานลง

คุณบอย: การตัดสินใจครั้งนี้มีสาเหตุจากเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่อาทิตย์มานี่เอง ผมพบว่า ตัวเองเป็นเส้นเลือดในสมองตีบ เวลาพูดจะติด ๆ ขัด ๆ ตลอดเวลา รู้สึกว่าโลกโคลงเคลงไปหมด ไม่รู้ว่าเราเป็นอะไร ผมเลยไปหาหมอ หมอบอกว่า เส้นเลือดในสมองตีบ แต่ว่าเพิ่งอยู่ในระยะเริ่มต้น ขอบคุณพระเจ้า นี่แสดงว่าพระเจ้าเตือนแล้วว่าให้เราใช้ชีวิตที่เหลือนี้ให้ดี จากที่สมัยก่อนเราไม่ค่อยสนใจออกกำลังกาย สนุกแต่กับการทำงาน ตอนนี้เริ่มมองแล้วว่ามีเวลาเหลืออยู่อีกนิดเดียวเอง ผมอายุ 42 แล้ว เต็มที่อีกสัก 18 ปีก็คงถึงเวลาไปแล้ว ดังนั้นช่วงเวลานี้เรายังตั้งเป้าหมายใหม่ทันนะ หลังจากนั้นผมก็คิดได้ว่า ยิ่งมีชื่อเสียงหรือความสำเร็จ ยิ่งมีสาระสำหรับชีวิตน้อยลงเรื่อย ๆ ผมเลยหันมาให้เวลากับครอบครัว รวมทั้งศึกษาพระคัมภีร์มากขึ้น ซึ่งผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้มีความสำคัญมากกว่า

Secret: ตอนนี้อาการดีขึ้นแล้วหรือยังครับ

คุณบอย: ไม่มีอาการเหล่านั้นแล้วครับ
(ฺBless_Mind: ดีจังเลย...ขอบคุณพระเจ้า ขอพระเจ้าอวยพรคุณบอย)

Secret: ครั้งหนึ่งคุณเคยบอกว่า ตัวเองเป็นคนไม่เสียใจกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น พอจะช่วยอธิบายเพิ่มเติมได้ไหมครับ

คุณบอย: ทุกวันนี้ความคิดของผมก็ยังเป็นอย่างนั้น เพราะถ้าหากความผิดพลาดได้เกิดขึ้นแล้ว นั่นแสดงว่าพระเจ้าอนุญาตให้มันเกิด และมันจะต้องมีตอนจบที่ดี ตอนจบที่นี้ไม่ได้หมายความถึงระหว่างทางนะ แต่เป็นตอนจบที่หมายความถึงตอนที่เราอยู่บนสวรรค์แล้ว

Secret: แสดงว่าทุกวันนี้มองอุปสรรคที่พบเป็นบททดสอบของพระเจ้าเท่านั้นหรือ

คุณบอย: ผมมองสิ่งที่เกิดขึ้นในแง่ดี พระพระคัมภีร์บอกไว้ว่า เราเปรียบเหมือนดินที่พระเจ้าเป็นผู้ปั้น พระองค์จะนำดินที่ใช้การไม่ได้มาค่อย ๆ บีบ ค่อย ๆ นวดให้เกิดเป็นรูปร่าง ซึ่งเวลาโดนบีบโดนนวดก็ย่อมจะรู้สึกเจ็บมาก เหมือนเวลาเราเจอกับอุปสรรค ทั้งหมดจึงเหมือนเป็นการทดสอบเท่านั้นเอง

Secret: เป้าหมายที่มุ่งหวังในอนาคตมีอะไรบ้าง

คุณบอย: เป้าหมาย คือ เราได้ทำตามความมุ่งมั่นของเรา คือ เราได้เป็นสามีที่ดี เป็นพ่อที่ดี เป็นเพื่อนมนุษย์ที่ดี เป็นคนที่ "ใช้การได้" และตามที่พระคัมภีร์
สอนเอาไว้ องค์ประกอบที่จะทำให้เราเป็นคนที่ "ใช้การได้" นี่ก็อย่างที่บอกว่าเราเปรียบเหมือนดิน เวลาโดนบีบโดนนวดจะรู้สึกเจ็บมาก แต่ถ้าเราทนไหว เราก็จะเป็นภาชนะที่ใช้การได้
 


  คำตอบที่ 49  
 

Bless_Mind

7 ก.พ. 54
เวลา 0:00:17
Secret: คุณเชื่อในพ ร ห ม ลิ ขิต หรือไม่ครับ

คุณบอย: เชื่อครับ เชื่อว่าพระเจ้าเป็นคนเขียนให้ โชคดีมากที่พระเจ้าเขียนให้เรามาพบกัน ผมกับคุณตุ้ยนี่อยู่คนละดาวคนละจักรวาลกันเลย นอกจากนั้นคุณตุ้ยยังมีสิ่งที่ผมไม่มีทั้งหมดเลย ผมเองก็มีในสิ่งที่คุณตุ้ยไม่มีเป็นส่วนใหญ่ เหมือนเขาทำให้ชีวิตผมสมบูรณ์น่ะครับ

Secret: จำเป็นไหมที่คู่ชีวิตต้องมีในสิ่งที่เราไม่มี

คุณบอย: สำหรับผม ผมมองว่าจำเป็น มันอาจจะมีความตึงเครียดบ้าง ในช่วงที่เราต้องปรับตัวเพื่อสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน แน่นอนว่า ช่วงนั้นทั้งผมและคุณตุ้ยต่างมีความรู้สึกอึดอัดเหมือนกัน แต่ว่าพอเราได้พบพระเจ้า พระเจ้าสอนว่า เมื่อแต่งงานแล้วห้ามหย่า ห้าม โกรธข้ามวัน ดังนั้นถ้าเราเชื่อพระเจ้าจริง ๆ เราต้องดำเนินตามนั้น ซึ่งพ่อผมเอาหลักนี้มาสอนลูกด้วย คือ ต้องพยายามทำให้ความรักเราใหม่ทุกวัน โดนเราต้องคอยพิจารณาข้อดีของคนรักมากกว่าที่จะดู
แต่ข้อเสีย เพราะแน่นอนอยู่แล้วว่า ตราบเท่าที่เรามีชีวิตอยู่ย่อมต้องมีมรสุม ต้องมีเรื่องมากมายเกิดขึ้น แต่ถ้าเราลองเขียนข้อดีข้อไม่ดีลงบนกระดาษแล้วนับดู
และพบว่าข้อดีเยอะมาก ข้อไม่ดีอาจจะมีแค่นี้ (ทำมือประกอบ) เราก็จะตระหนักถึงความดีที่เขามีต่อเรา...

...ในทางตรงกันข้าม การแก้ปัญหาอาจไม่เกิดขึ้นถ้าเราใช้แต่อารมณ์ตัดสิน อย่างสมมุติเวลาเราโกรธ มันจะไปจดจ่ออยู่ที่ข้อเสียที่มีอยู่นิดเีดียว แต่ความดีตั้งมากมายเรากลับไม่มอง พอผมกับคุณตุ้นเข้าใจตรงนี้ เราก็พยายามปฏิบัติด้วยกันเรื่อยมา
จนกระทั่งได้พบเหตุผลว่าำ ทำไมพระเจ้าจึงให้โอกาสเราแต่งงานกับคุณตุ้ย
ต้องบอกว่า คุณตุ้ยเป็นคู่ชีวิตที่ทำให้ผมเกิดความคิดที่จะจัดงานแต่งงานขึ้นใหม่อีกครั้ง เพราะความรักที่เกิดขึ้นในเวลานี้แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับความรักที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ตอนแรกเราเคยวางแผนกันไว้เมื่อปีที่แล้ว แต่เนื่องจากเป็นช่วงที่คุณพ่อคุณตุ้ยเสีย เลยต้องเลื่อนไปก่อน แต่ผมเพิ่งคุยกับคุณตุ้ยว่า ปีนี้เราน่าจะแต่งงานกัน เรามีบ้านริมน้ำอยู่เมืองกาญจน์ เราคงไปแต่งกันเงียบ ๆ ที่นั่น

 


  คำตอบที่ 50  
 

Bless_Mind

7 ก.พ. 54
เวลา 0:06:05
Secret: จนถึงวันนี้ทัศนคติเกี่ยวกับความรักเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

คุณบอย: ถ้าเป็นสมัยก่อนผมคงคิดว่า ความรักเป็นเรื่องอารมณ์ เรื่องของความโรแมนติก เรื่องอะไรต่าง ๆ นานานะครับ แต่เดี๋ยวนี้มีความรู้สึกว่า ความรัก คือ คอมมิตเม้นท์ หรือ คำมั่นสัญญา การที่เราจะมีรักแท้ที่ถาวร จะต้องมีคำสัญญาซึ่งกันและกันว่า เราจะรักกันแบบไหน อย่างไร และจนถึงเมื่อไร


 


  คำตอบที่ 51  
 

Bless_Mind

7 ก.พ. 54
เวลา 0:27:28
Secret: ความสุขในวันนี้ของ บอย โกสิยพงษ์ คืออะไร

คุณบอย: สุขที่ได้อยู่กับครอบครัว และได้ทำงานกับคนที่เราชอบ คนที่เรารักครับ แต่สุขที่สุดคือ สุขที่ได้รู้ว่าตายแล้วไปไหน รู้ว่าตอนจบจะเป็นอย่างไร ผมรู้สึกว่าเป็นความสุขที่เจ๋งดี แล้วผมก็รอที่จะให้ถึงวันนั้น
 


| หน้า 1 2 3 |


กรุณาloginก่อนโพสต์
  
Jaisamarn Full Gospel Church 10-12 soi 6 sukhumvit Rd. klongtoey Bangkok
Tel. +66(0)2253-0082 , +66(0)2253-9081-4 FAX +66(0)2653-0127