ตอบคำถามเพิ่ม คลิกที่นี่
 
  จักรพรรดิคอนสแตนติน นักปกครองเจ้าเหล่  
 

ลิ้ม

13 ก.ค. 52
เวลา 14:07:53

พิมพ์
แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน
จักรพรรดิคอนสแตนติน นักปกครองเจ้าเหล่ที่ใช้จิตวิทยาทางศาสนาครอบง่ำเพื่อง่ายต่อการปกครอง เปลี่ยนแปลงวิธีการและรูปแบบของพระเยซูมาเป็นรูปแบบของตนเอง โดยมีพื้นฐานของพวกบูชาพระอาทิตย์ ทุกอย่างจึงเน้นไปที่วันอาทิตย์ คริสเตียนในสมัยนั้นใครไม่ทำตามถูกลงโทษ สมัยนี้ใครไม่ทำตามจักรพรรดิคอนสแตนตินจะเป็นพวกสร้างความแตกแยก
สิ่งที่จักรพรรดิคอนสแตนตินกำหนดใหม่
1. ยกเลิกคริสตจักรตามบ้าน ทุกคนต้องมาโบสถ์
2. ยกเลิกกิจกรรมคริสตจักรตามบ้าน ต้องนั่งฟังเฉยๆ
3. ยกเลิกตำแหน่งงานของประทานทั้ง5 เหลือแค่ตำแหน่งงานเดียว(บาทหลวง หรือ ศบ.)
4. ต้องสารภาพบาปกับบาทหลวงเท่านั้น เรื่องสำคัญๆจะถูกรายงานให้จักรพรรดิคอนสแตนตินทราบ
4. วันอาทิตย์เป็นวันสะบาโต
5. เปลี่ยนวันฟื้นคืนพระชนม์ เป็นวันอีสเตอร์วันอาทิตย์
6. กำหนดประสูติของพระเยซูเป็นวันที่ 25 ธันวาคม (วันเกิดพระอาทิตย์)
7. เปลี่ยนชื่อเทพของกรีกหรือโรมัน เป็นบุคคลในพระคัมภีร์ เช่น ใครบูชาเทพไอรืสก็ให้บูชาพระแม่มารี

เมื่อรวมทุกศาสนาทุกลัทธิมาไว้ภายใต้ศาสนาคริสเตียนของจักรพรรดิคอนสแตนตินแล้ว จักรพรรดิคอนสแตนตินก็ตั้งตนเองเป็นผู้นำศาสนาใหญ่สูงสุด

ประวัติ....
จักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1 (ภาษาอังกฤษ: Constantine I 27 กุมภาพันธ์ ประมาณ ค.ศ. 272 – 22 พฤษภาคม ค.ศ. 337) ครองราชสมบัติเป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมัน ระหว่างวันที่ 25 กรกฎาคม ค.ศ. 306 ถึงวันที่ 29 ตุลาคม ค.ศ. 312 มีพระนามเต็มว่า “Flavius Valerius Aurelius Constantinus” หรือที่รู้จักกันว่า “คอนสแตนตินที่ 1” ในบรรดาผู้นับถือนิกายโรมันคาทอลิก หรือ “คอนสแตนตินมหาราช” หรือ “นักบุญคอนสแตนติน” ในบรรดาผู้นับถือนิกายอีสเติร์นออร์โธด็อกซ์หรือนิกายไบแซนไทน์คาทอลิก พระราชกรณียกิจสำคัญที่สุดคือการประกาศให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่ถูกต้องตามกฎหมายของจักรวรรดิโรมันเมือปี ค.ศ. 313 จักพรรดิคอนสแตนตินที่ 1 จึงเป็นจักรพรรดิพระองค์แรกของจักรวรรดิโรมันที่นับถือศาสนาคริสต์ตามพระราชกฤษฎีกาแห่งมิลาน (Edict of Milan) ที่ประกาศโดยจักรพรรดิลีซีนีอุส (Licinius) ผู้ทรงเป็นจักรพรรดิร่วมกับพระองค์ พระราชกฤษฎีกาแห่งมิลานเป็นพระราชกฤษฎีกาที่ยกเลิกการทารุณกรรมต่อคริสต์ศาสนิกชนทั่วทั้งจักรวรรดิโรมัน
ตามปฏิทินศาสนาของไบเซ็นไทน์ของนิกายอีสเติร์นออร์โธด็อกซ์ และนิการคาทอลิกตะวันออกแห่งไบเซนไทน์บันทึกจักพรรดิคอนสแตนตินที่ 1และเฮเลนแห่งคอนสแตนติโนเปิลพระมารดาว่าเป็นนักบุญ แต่ในปฏิทินศาสนาของตะวันตกไม่มีอยู่ในรายนามนักบุญ คอนสแตนตินได้รับนาม “มหาราช” เพราะพระราชกรณียกิจต่างที่ทรงทำให้ต่อคริสต์ศาสนา
ในปี ค.ศ. 324 จักรพรรดิคอนสแตนตินทรงประกาศการปรับปรุงเมืองไบเซนเทียมให้เป็น “กรุงโรมใหม่” (Nova Roma) และเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ค.ศ. 330 ทรงประกาศให้เมืองไบเซ็นเทียมเป็นเมืองหลวงใหม่ของจักรวรรดิโรมัน เมืองไบเซ็นเทียมเปลื่ยนชื่อเป็น “คอนสแตนติโนเปิล” แปลว่า “เมืองของคอนสแตนติน” หลังจากจักพรรดิคอนสแตนตินสิ้นพระชนม์เมื่อปี ค.ศ. 337 เมืองคอนสแตนติโนเปิลเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิไบแซนไทน์ต่อมาอีกกว่าหนึ่งพันปียกเว้นเพียงระยะเวลาสั้นๆ เมื่อถูกปล้นและเผาและยึดครองระหว่างสงครามครูเสดครั้งที่สี่ เมื่อปี ค.ศ. 1204 ในที่สุดการเป็นเมืองหลวงก็มาสิ้นสุดลงในสมัยจักรวรรดิออตโตมันเมื่อปี ค.ศ. 1453

จากเว็บ th.wikipedia.org/wiki/

274Sun Worship. Imported in 219 A.D., the cult of Deus Sol is popular in Rome. Dies Natali Invicti was celebrated on December 25, the birthday of the sun
306Constantine made Byzantium the capital of Rome and renamed it Constantinople
312Constantine accepts Christianity
313Edict of Milan. Christianity becomes an official religion. His mother Helena finds relics
321March 7. Constantine makes a Sunday Law
310-390Christ had no human spirit. The Word (Logos) replaced it
324Jerusalem under Byzantine rule
325First Ecumenical Council. Nicea, Asia Minor. Formulated the First Part of the Nicene Creed. Affirming the divinity of the Son of God
326Queen Helena (mother of Byzantine Emperor Constantine) visits Jerusalem and begins building major churches, including the church of the Holy Sepulchre
330May 11. Constantinople became the new capital of Rome
334Constantine gives the city of Rome as a gift to Pope Sylvester 1, bishop of Rome
336Emperor Constantine completes the building of the church of Holy Sepulcher
350The Jerusalem Talmud was written by Rav Muna and Rav Yossi in Israel
350Pope Julius 1 declared that Christ was born on December 25
362Julian the Apostate allows Jews to resettle in Jerusalem
363Emperor Julian attempts to rebuild the temple. Stopped by earthquake and fireballs

จากเว็บ teachinghearts.org/dre00timeline.html

 


คำตอบที่ 1-20 ทั้งหมด 36 คำตอบ | หน้า 1 2 |
  คำตอบที่ 1  
 

สาขาประวัติศาสตร์

13 ก.ค. 52
เวลา 18:25:17
ข้อมูลและคศ.ที่คุณให้มาขัดแย้งกับประวัติศาสร์ที่เราเรียนมาเกือบทั้งหมด
 


  คำตอบที่ 2  
 

ลิ้ม

13 ก.ค. 52
เวลา 19:10:52
เอามาดูหน่อย
 


  คำตอบที่ 3  
 

เต้ยคุง

13 ก.ค. 52
เวลา 19:40:25
แล้วจะเอาไงต่อดีคับ คุณลิ้ม

ไปโบสถ์วันเสาร์ อืมมมม............. ดีใหม ท่านลิ้ม ไป Seventh Day Adventist

แต่เราว่าคุณลิ้มคงไม่ไป

เพิ่มเติม เรื่อง Seventh Day Adventist

ผมเคยไปร่วมนมัสการที่ Seventh Day Adventist ครับ โดยส่วนตัว ต้องขอชมเชยพวกเขาจริงๆ ในเรื่องของความพยายามในการรักษาพระบัญญัติเพราะความรักที่มีต่อพระเยซูจริงๆ (ไม่ใช่การทำตามธรรมบัญญัติให้ได้รับความรอด) และต้องขอบคุณพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงช่วยให้ผมมีโอกาสหยุดงานในวันเสาร์ได้ 1 ครั้ง ก็เลยเป็นโอกาสดีที่ทำให้ผมได้รับพระพรในวันที่เป็น True Sabbath Day อย่างแท้จริง

(อย่างน้อย 1 อาทิตย์ก็ยังดี ที่ทำงานพิเศษวันเสาร์ก็เพื่อเอาเงินไปเคลียร์หนี้เก่าๆ เท่านั้นเอง ไม่ได้อยากทำนักหรอก)

โดยภาพรวม หลักข้อเชื่อของ Seventh Day Adventist ถูกต้องตามพระคัมภีร์ ไม่ใช่ลัทธิสอนผิดแน่นอน

แต่เนื่องจากผมเห็นว่า Seventh Day มีรูปแบบการจัดองค์กรบางอย่างที่เป็นลักษณะเฉพาะตัว (คือมีการควบคุมจาก สนง. ใหญ่ ที่อเมริกา ในเรื่องการสอน การกำหนดหลักข้อเชื่อ ฯลฯ คล้ายๆ กับระบบของโบสถ์ความหวัง) ซึ่งโดยส่วนตัว ผมไม่ค่อย Happy เท่าไหร่ ผมก็เลยตัดสินใจไม่ร่วมกับพวกเขาครับ (แม้ต่อไปในอนาคต จะไม่ต้องทำงานวันเสาร์แล้ว มีโอกาสรักษาวัน True Sabbath Day ก็ตาม)

เพราะแท้จริงแล้ว วันสะบาโต เป็นเรื่องของการสามัคคีธรรมระหว่างเรากับพระเจ้า เป็นวันที่สงวนเอาไว้ทำสิ่งดีต่างๆ ที่พระเจ้าทรงพอพระทัย เป็นเรื่องของความรักที่เรามีกับพระองค์

(ถ้าเราคิดว่าจะถือ True Sabbath Day เพราะคิดแค่ว่าเป็นคำสั่งที่ต้องทำ ถ้าไม่ทำเดี๋ยวพระเจ้าลงโทษนะ มันก็คงไม่มีประโยชน์ ไม่เป็นที่นับได้ในสายพระเนตรพระองค์)
 


  คำตอบที่ 4  
 

อนุชนลูเธอร์แรน

13 ก.ค. 52
เวลา 20:00:11
ว่าจะลองหาโอกาสไปเยี่ยม Seventh Day Adventist สักครั้ง
นอกจากในโรงเรียนนานาชาติแล้ว ยังมีที่ไหนอีกบ้างคะ
 


  คำตอบที่ 5  
 

ลิ้ม

13 ก.ค. 52
เวลา 20:09:57
มีคนบอกว่าผมเกิดผิดยุค น่าจะเกิดในยุคพระธรรมกิจการมากกว่า ยุคนี้มันเป็นยุคสุดท้ายแล้ว ให้ผมตายแล้วไปเกิดยุคนั้นน่าจะเป็นประโยชน์กับคนยุคนั้น
สรุปคือให้ผมตายๆไป ยุคนี้ไม่ต้องการคนยุคพระธรรมกิจการ ว่างั้นเถอะ
 


  คำตอบที่ 6  
 

ลิ้ม

13 ก.ค. 52
เวลา 20:23:56
คุณเต้ยคุง หาโอกาสเชียนเรื่อง Seventh Day Adventist มานานแล้วใช่ไหมล่ะ
ได้โอกาสก็รีบเชียนเลยนะ 555

ความจริงสุดท้ายคริสเตียนที่แยกเป็นกลุ่มจะมารวมเป็นหนึ่งเดียวเหมือนในพระธรรมกิจการ
 


  คำตอบที่ 7  
 

บีเค

13 ก.ค. 52
เวลา 21:28:07
ลองถามคริสตจักรวันเสาร์ดูครับ
ผมยังสังสัยเรื่อง ความรอด และ การสูญเสียความรอดถ้าไม่รักษา

หลักข้อเชื่อเหล่านี้ เขาเชื่อยังไงแน่ครับ ท่านพี่เต้ย
 


  คำตอบที่ 8  
 

ลิ้ม

16 ก.ค. 52
เวลา 23:47:45
กิจการ 2:
46 เขาได้ร่วมใจกันไปในพระวิหาร และหักขนมปังตามบ้านของเขา ร่วมรับประทานอาหารด้วยความชื่นชมยินดีและใจกว้างขวาง ทุกวันเรื่อยไป
47 ทั้งได้สรรเสริญพระเจ้าและคนทั้งปวงก็ชอบใจ ฝ่ายองค์พระผู้เป็นเจ้า ได้ทรงโปรดให้คนทั้งหลายซึ่งกำลังจะรอด มาเข้ากับพวกสาวกทุกวันๆ
คนยุคพระธรรมกิจการ ก็อย่างนี้ล่ะ ไปสามัคีธรรมที่ไหนก็หักขนมปังระลึกถึงพระเจ้าทุกครั้งเรื่อยไป
 


  คำตอบที่ 9  
 

อย่าลืม

17 ก.ค. 52
เวลา 1:51:28
กิจการ 2:
46 เขาได้ร่วมใจกันไปในพระวิหาร(สมัยนั้นยังเป็นที่สำหรับฆ่าสัตว์เทเลือดบูชาบนแท่นอยู่นะอย่าลืม) และหักขนมปังตามบ้านของเขา ร่วมรับประทานอาหารด้วยความชื่นชมยินดีและใจกว้างขวาง ทุกวันเรื่อยไป

ขณะนั้นศาสนาคริสต์ยังไม่ได้แยกออกอย่างเด็ดขาดจากศาสนายิว

ตามบ้าน ในสมัยนั้นถ้าเปรียบเป็นสมัยนี้เมื่อคนเยอะขึ้น เราก็ไปกำหนดคำ เรียกว่าโบสถ์ คำว่าโบสถ์ในสมัยใหม่นี้ดันมีความหมายแปลว่าวิหารก็ได้ ถ้าใหญ่โตสวยขึ้นเรียกพระวิหารก็ได้ ตามความเป็นจริงมันก็ยังเป็นเพียงบ้าน หรือ ศาลาธรรม หรือที่ประชุมของบรรดาผู้เชื่อเท่านั้นเอง
 


  คำตอบที่ 10  
 

เต้ยคุง

17 ก.ค. 52
เวลา 8:11:52
ถึง reply 7

เรื่องความรอด เท่าที่ผมคุยกับเขา เขาก็เชื่อเหมือนเราครับ ไม่มีอะไรแตกต่าง

(เนื่องจากผมไปแค่อาทิตย์เดียว และไม่ได้คิดจะเข้าร่วมในกลุ่มของเขา ด้วยเหตุผลตามที่เขียนใน reply 3 ก็เลยไม่ได้ดูในรายละเอียดปลีกย่อยครับ)

ในความรู้สึกของผม กลุ่ม Seventh Day มีลักษณะนิสัยที่คล้ายกับคนอิสราเอล คือมีความภูมิใจว่าตัวเองสามารถรักษาพระบัญญัติ หรือทำตามพระบัญญัติได้มากกว่าคนทั่วไป เป็นคนพิเศษของพระเจ้า อะไรทำนองนี้

ในหนังสือบทเรียนสะบาโต (เทียบได้กับหนังสือบทเรียนสถานี ของใจสมาน หรือบทเรียนรวี ฯ ของคริสตจักรอื่นๆ) ก็มีการสอดแทรก หรือเน้นความเป็น Sevent Day Adventist อยู่เนืองๆ

ดังนั้นเขาจึงมีรูปแบบการปฏิบัติบางอย่างที่มีลักษณะเฉพาะตัว ที่คล้ายๆ กับคนอิสราเอลในพันธสัญญาเดิม ซึ่งคงไม่ใช่ทำเพราะเป็นการถือธรรมบัญญัติ แต่ทำเพราะเป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มมากกว่า

ซึ่งโดยส่วนตัวผมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เพราะผมมองว่าต่อไปมันจะกลายเป็นการยึดถือคำสอนคณะนิกายของตนเองมาก่อนพระวจนะพระเจ้าได้ในอนาคต

บวกกับรูปแบบการจัดองค์กร ตามที่เขียนใน reply 3 ด้วย จะเห้นว่าหลักข้อเชื่อของ SDA จะถูกกำหนดมาจาก สนง. ใหญ่ที่อเมริกา พูดง่ายๆ กิจกรรมของ SDA ในไทยถูกกำหนดมาจากอเมริกา

ถ้าผู้นำของ SDA กำหนดหลักข้อเชื่อได้ถูกต้องตามหลักพระคัมภีร์ก็ดีไป แต่ก็ไม่ได้มีหลักประกันอะไรเลยว่า ผู้นำของ SDA จะรักษาความถูกต้องตรงนี้ได้ในอนาคต
 


  คำตอบที่ 11  
 

เต้ยคุง

17 ก.ค. 52
เวลา 8:20:23
จริงๆ แล้วเหตุผลที่เอาเรื่อง Seventh Day Adventist มาเขียนในนี้ ก็เพื่อจะบอกว่า การรักษาวันสะบาโตวันเสาร์ กับการเข้า่โบสถ์ Seventh Day เป็นคนละเรื่องกัน

เท่านั้นเองครับผม
 


  คำตอบที่ 12  
 

ลิ้ม

17 ก.ค. 52
เวลา 18:49:16
คุณอย่าลืม มั่วได้เก่ง จากโบสถ์ก็กลายเป็นบ้าน จากทุกวันก็เหลือแค่วันอาทิตย์ หักปังบ้างเป็นบางครั้งแล้วแต่วันไหนที่ระลึกถึงพระคุณของพระเยซู

แล้วอัครทูต ผู้เผย ผู้ประกาศ อาจารย์และศบ. ก็รวมตัวกันเป็น ศบ.ด้วยเปล่า คำว่า ศบ.ก็ซ้ำกับชื่อตำแหน่งของประทานของพระเยซู ผมเติมให้เป็น ซูเปอร์ศบ. เพราะทำงานได้คนเดียวเก่งไปหมด
 


  คำตอบที่ 13  
 

a

19 ก.ค. 52
เวลา 14:56:07
ท่านลิ้ม ครับ
กิจการ 17: 11

ถ้าทำได้และทำให้เป็นแบบอย่างก็ดีครับ
ถ้าเราสามารถนมัสการได้ทุกวันแบบนั้นก็จะยอดเยี่ยม
และสิ่งที่เราสอนสิ่งที่เราพูดมันจะมีน้ำหนัก

ที่ที่ผมนมัสการพระเจ้า ก็เป็นโบสถ์ครับเป็นตึก แต่เราใช้ตึกนี้นมัสการพระเจ้า
6 วันต่ออาทิตย์เป็นอย่างน้อย ทั้งสำหรับคนที่ทำงานวันเสาร์อาทิตย์เรามีนมัสการพิเศษสำหรับเขา แต่เรารวมกันนมัสการได้เยอะที่สุดคือวันอาทิตย์
ผมหวังว่า การที่ผมนมัสการที่โบสถ์กับพี่น้องเกือบทุกวันคงไม่ทำให้คุณลิ้มสดุดนะครับ
 


  คำตอบที่ 14  
 

ลิ้ม

20 ก.ค. 52
เวลา 16:59:25
แปลกนะ เขียนอะไรๆ ก็มีคนอ่านแล้วไม่เข้าใจ
ตรงไหนที่ผมเขียนว่า ผมไปร่วมประชุมทุกวัน
 


  คำตอบที่ 15  
 

a

20 ก.ค. 52
เวลา 23:35:50
คุณก็ชอบบอกว่า พวกนมัสการที่โบสถ์เขาผิด พวกวันอาทิตย์เขาผิด พวกคริสตมาสต์ผิด พวกอิสเตอร์ผิด

ผมถึงอยากจะเตือนสติหน่อยนิดนึงด้วยความรักในพระคริสต์ครับ
ชีวิตส่วนตัวต้องดีก่อน ก่อนที่จะตัดสิน หรือว่าสิ่งที่เขาทำผิด
ชีวิตหลายคนที่คุณว่าเขาผิด เขามีชีวิตติดสนิทกับพระเจ้ามาก ๆ ก็เยอะ
ผมถึงบอกว่าทำหน้าที่ของเราก่อนดีกว่าครับ
ติดสนิทกับพระเจ้า อธิษฐาน อ่านพระคัมภีร์ นมัสการพระองค์ให้มากที่สุด ไม่ใช่แค่วันเสาร์หรือวันอาทิตย์เพื่อโต้เถียงกัน

ผมถึงไม่กล้าบอกว่าคนนั้นคนนี้ผิด เพราะพระเจ้าบอกว่าเจ้าเป็นใครถึงชอบตัดสินบ่าวของคนอื่น
พระเจ้าไม่ได้มองว่าคุณทำอะไรบ้าง แต่มองว่าคุณเป็นยังไงบ้างกับพระองค์
 


  คำตอบที่ 16  
 

ลิ้ม

21 ก.ค. 52
เวลา 10:29:41
คุณก็ต้องถามตนเองก่อนว่า พระคัมภีร์เป็นจริงไหม ทันสมัยจริงหรือเปล่า เชื่อคำสอนของพระเจ้าแค่ไหน

รูปแบบและวิธีการของพระเยซู ไม่ทันสมัยแล้วใช่ไหม ถึงเลือกทำตามวิธีการของมนุษย์
วันในเทศกาลปัสกาที่พระบิดากำหนด ไม่ดีพอถึงต้องเปลี่ยนวันอื่นใช่ไหม
วันประสูติพระเยซูที่ไม่มีกำหนดในพระคัมภีร์ แต่อยากให้มี ก็กำหนดวันเองตามใจชอบได้ไหม

ผมกับคุณคนละความเชื่อ ผมเชื่อแบบอับบาฮัม อับบาฮัมเป็นคนชอบธรรมโดยความเชื่อ ไม่ใช่การประพฤติ
พระเยซูสอนรูปแบบและวิธีการให้แล้ว คุณเชื่อฟังและทำตามไหม
พระบิดากำหนดวันให้แล้ว พระบิดาไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าคุณจะถือวัน คุณถือวันตามที่พระบิดากำหนดได้ไหม
 


  คำตอบที่ 17  
 

ลิ้ม

21 ก.ค. 52
เวลา 10:58:11
พระเจ้าสั่งให้ อับบาฮัม เอาอีสอัคมาถวาย คุณเชื่อฟังแบบไหน

1. ทำแบบอับบาฮัม

2. เอาลูกแกะผู้ หัวปี ตั้งชื่อว่า อีสอัค มาถวายแทน

ถามตนเองก่อนว่า มีความเชื่อแบบไหน ก่อนจะแนะนำให้คนอื่นประพฤติตามแบบที่คุณทำ
 


  คำตอบที่ 18  
 

เต้ยคุง

21 ก.ค. 52
เวลา 14:01:09
อ่าน reply 16 แล้ว....งง

ผมกับคุณคนละความเชื่อ ผมเชื่อแบบอับบาฮัม อับบาฮัมเป็นคนชอบธรรมโดยความเชื่อ ไม่ใช่การประพฤติ
พระเยซูสอนรูปแบบและวิธีการให้แล้ว คุณเชื่อฟังและทำตามไหม
พระบิดากำหนดวันให้แล้ว พระบิดาไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าคุณจะถือวัน คุณถือวันตามที่พระบิดากำหนดได้ไหม

คุณลิ้มกำลังจะบอกว่า

1. คุณไม่ได้ถือรักษาเรื่องวัน ดังนั้น คุณจะไปสามัคคีธรรมวันใหนก็ได้
2. คนอื่นๆ รวมถึงผมด้วย เป็นคนถือเรื่องวัน คือต้องมาโบสถ์ หรือมาสามัคคีธรรมวันอาทิตย์ (คือถ้าจะมาโบสถ์ ก็ต้องเป็นวันอาิทิตย์)
3. ถ้าจะถือวัน ไม่ถือวันเสาร์ (True Sabbath Day) เสียเลยล่ะ

ประมาณนี้เหรอครับ

ไม้ท่อนเบ้อเร่อในลูกกะตาท่านน่ะ เอาออกบ้างนะ
 


  คำตอบที่ 19  
 

เต้ยคุง

21 ก.ค. 52
เวลา 14:04:16
ถ้าผมจะถือรักษาสะบาโตวันเสาร์ ผมจะทำเพราะรู้ว่าเป็นสิ่งดีที่เป็นพระพร แต่ไม่ได้ทำเพื่อจะได้รับความรอด ไม่เกี่ยวเลย คนละเรื่อง

การไปโบสถ์ ไม่ว่าวันใหนๆ ไม่ได้ทำให้เราได้รับความรอด

ถ้าการถือวัน ทำให้เราได้รับความรอด พระเยซูก็ทรงสิ้นพระชนม์โดยเปล่าประโยชน์

 


  คำตอบที่ 20  
 

เต้ยคุง

21 ก.ค. 52
เวลา 14:06:10
Rom 14:1 ส่วนคนที่ยังอ่อนในความเชื่อนั้น จงรับเขาไว้ แต่มิใช่เพื่อให้โต้เถียงกันในเรื่องความเชื่อที่แตกต่างกันนั้น

Rom 14:2 คนหนึ่งถือว่าจะกินอะไรก็ได้ทั้งนั้น แต่อีกคนหนึ่งที่ยังอ่อนในความเชื่ออยู่ก็กินแต่ผักเท่านั้น

Rom 14:3 อย่าให้คนที่กินนั้นดูหมิ่นคนที่ไม่ได้กิน และอย่าให้คนที่มิได้กินกล่าวโทษคนที่ได้กิน เหตุว่าพระเจ้าได้ทรงโปรดรับเขาไว้แล้ว

Rom 14:4 ท่านเป็นใครเล่าจึงกล่าวโทษผู้รับใช้ของคนอื่น ผู้รับใช้คนนั้นจะได้ดีหรือจะล่มจมก็สุดแล้วแต่นายของเขา และเขาก็จะได้ดีแน่นอน เพราะว่าพระเจ้าทรงฤทธิ์สามารถให้เขาได้ดีได้

Rom 14:5 คนหนึ่งถือว่าวันหนึ่งดีกว่าอีกวันหนึ่ง แต่อีกคนหนึ่งถือว่าทุกวันเหมือนกัน ขอให้ทุกคนมีความแน่ใจในความคิดเห็นของตนเถิด

Rom 14:6 ผู้ที่ถือวันก็ถือเพื่อถวายเกียรติแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า และผู้ที่ไม่ถือวันก็ไม่ถือเพื่อถวายเกียรติแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ที่กินก็กินเพื่อถวายเกียรติแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะเขาขอบพระคุณพระเจ้า และผู้ที่มิได้กินก็มิได้กินเพื่อถวายเกียรติแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า และยังขอบพระคุณพระเจ้า

Rom 14:7 เพราะในพวกเราไม่มีผู้ใดมีชีวิตอยู่เพื่อตนเองฝ่ายเดียว และไม่มีผู้ใดตายเพื่อตนเองฝ่ายเดียว

Rom 14:8 ถ้าเรามีชีวิตอยู่ก็มีชีวิตอยู่เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และถ้าเราตายก็ตายเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า เหตุฉะนั้นไม่ว่าเรามีชีวิตอยู่หรือตายไปก็ตาม เราก็เป็นคนขององค์พระผู้เป็นเจ้า

Rom 14:9 เพราะเหตุนี้เองพระคริสต์จึงได้ทรงสิ้นพระชนม์และได้ทรงเป็นขึ้นมาและทรงพระชนม์อีก เพื่อจะได้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของทั้งคนตายและคนเป็น

Rom 14:10 แต่ตัวท่านเล่า เหตุไฉนท่านจึงกล่าวโทษพี่น้องของท่าน หรือเหตุไฉนท่านจึงดูหมิ่นพี่น้องของท่าน เพราะว่าเราทุกคนต้องยืนอยู่หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์

Rom 14:11 เพราะมีคำเขียนไว้ว่า `องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสว่า "เรามีชีวิตอยู่ฉันใด หัวเข่าทุกหัวเข่าจะต้องคุกกราบลงต่อเรา และลิ้นทุกลิ้นจะต้องร้องสรรเสริญพระเจ้า"'
Rom 14:12 ฉะนั้นเราทุกคนจะต้องทูลเรื่องราวของตัวเองต่อพระเจ้า
 


| หน้า 1 2 |


กรุณาloginก่อนโพสต์
  
Jaisamarn Full Gospel Church 10-12 soi 6 sukhumvit Rd. klongtoey Bangkok
Tel. +66(0)2253-0082 , +66(0)2253-9081-4 FAX +66(0)2653-0127