ตอบคำถามเพิ่ม คลิกที่นี่
 
  แนวทางการชนะใจตนเอง  
 

มิตรภาพ

29 พ.ค. 52
เวลา 16:45:16

พิมพ์
แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน
การฝืนใจ
ในการเอาชนะใจตนเอง จะไม่มีวิธีใดดีไปกว่าการฝืนใจ การหมั่นฝึกหัดในการฝืนใจตนเองนั้น ยังมีแยกออกไปอีกคือ การฝืนใจแบบครั้งเดียวเลิกนิสัยไม่ดีไปเลย หรือการฝืนใจโดยวิธีแก้ทีละน้อยจนแก้ได้หมดเลย สำหรับคนที่มีกำลังใจเข้มแข็ง อาจฝืนใจแก้ได้สำเร็จเด็ดขาดไปในครั้งเดียวแล้วเลิกไม่ประพฤติสิ่งที่ไม่ดี จนไม่กลับมาทำอีกในภายหลัง แต่สำหรับคนที่ยังมีใจอ่อนแอและไม่ค่อยต่อสู้กับการดำเนินชีวิต ควรที่จะต้องแก้ไขแบบค่อยเป็นค่อยไป อาทิ การงดสูบบุหรี่ หรืองดเสพสุรา หรือยาเสพติดใด ๆ ก็ตาม เราต้องฝืนใจเป็นอย่างมาก มีทั้งผู้ที่ทำสำเร็จและทำไม่สำเร็จ สิ่งเหล่านี้ใคร ๆ ก็รู้ว่าเป็นโทษยิ่งกว่าให้คุณ แต่ก็หาคนฝืนใจเลิกได้น้อยมาก บางคนอาจใช้เวลาถึงครึ่งชีวิตกว่าจะเลิกสิ่งเสพติด และบางคนก็อาจพ่ายแพ้มาตลอดจนกระทั่งตายไป เพราะพิษร้ายของบุหรี่ สุรา อบายมุขอื่น ๆ อีกหลายอย่าง เช่น คบเพื่อนชั่ว การเล่นการพนัน การเที่ยวกลางคืน การดูการละเล่นและความเกียจคร้าน เหล่านี้เป็นนิสัยที่ทำให้คุณธรรมในการดำรงชีวิตเสื่อมเสียไป การจะเอาชนะใจตนเองจนเลิกสิ่งเหล่านี้โดยเด็ดขาดย่อมเป็นการฝืนใจอย่างแรงมาก แต่ถ้าเราไม่ฝืนใจแก้ เสียแต่เนิ่น ๆ ยังประพฤติอยู่กับทางแห่งความชั่วนี้แล้ว ชีวิตของเรานับวันแต่จะตกต่ำ และต้องเป็นทาสมันไปตลอดชีวิต

ความเกียจคร้านเป็นอบายมุขอย่างหนึ่งที่เราควรจะแก้ไข และการแก้นั้นก็ต้องใช้ความฝืนใจอย่างมาก ในระยะแรก ๆ แต่ถ้าแก้ไขได้แล้ว จะทำให้เราเป็นคนที่มีความก้าวหน้าในอาชีพการงานเป็นอย่างยิ่งลำพังการแก้ไขโดยการฝืนใจแล้วต้องใช้กุศโลบายอื่น ๆ อีก เช่น เห็นโทษของมัน โทษของความเกียจคร้าน เท่าที
่แลเห็นง่าย ๆ มีดังนี้
1. ทำให้เวลาล่วงไปโดยเปล่าประโยชน์
2. ทำให้การงานคั่งค้าง
3. เป็นคนรกโลก
4. เป็นคนที่ไม่มีใครเชื่อถือ
5 ได้รับความเดือดร้อน
6. ไม่ได้รับความเจริญก้าวหน้า
7. โทษอื่น ๆ อีก เช่น ทำให้สุขภาพเสีย ทำให้อ่อนแอ ทำให้ทรัพย์หมดไป ฯลฯ
วิธีแก้อุปนิสัยเกียจคร้าน อ่อนแอ ท้อถอย ผัดวันประกันพรุ่ง มีดังนี้
1. อย่าคบกับคนที่มีอุปนิสัยไม่ดีดังกล่าว เลือกคบกับคนที่มีความมานะ พยายาม บากบั่นในการทำงาน ดูการทำงานและการดำเนินชีวิตของเขา เลือกเอาแต่นิสัยดีที่มีอยู่ในตัวเขา นำมาประพฤติปฏิบัติ
2. เลือกอ่านหนังสือชีวประวัติบุคคลสำคัญ จะเห็นว่าไม่มีคนสำคัญคนใดในประวัติศาสตร์ที่มีนิสัยเกียจคร้าน อ่อนแอ ท้อถอย หรือผัดวันประกันพรุ่ง
3. เลือกอ่านหนังสือประเภทปลุกใจ ให้เกิดความมานะพยายามและคิดสร้างอนาคต เราควรมีหนังสือประเภทนี้อยู่บนโต๊ะทำงาน เมื่อใดที่เกิดความเกียจคร้าน ท้อถอย อ่อนแอ ก็ให้หยิบมาอ่านทันที
4. เห็นโทษของความเกียจคร้าน เห็นโทษของความอ่อนแอ ท้อถอย และการผัดวันประกันพรุ่ง
5. ครั้งแรกก็ยังมีอุปนิสัยเหล่านี้อยู่ จงพยายามฝืนใจแก้นิสัยเหล่านี้ โดยลองเขียนถึงการงานที่จะทำในวันต่อไปไว้ในเศษกระดาษแผ่นหนึ่งก่อนนอน แล้วเมื่อตื่นขึ้นก็ฝืนใจทำตามที่เขียนไว้
6. จัดตารางเวลาประจำวันในการทำหน้าที่และลองแก้ไขดูให้เหมาะสม ว่าในแต่ละชั่วโมงเราจะทำอะไรเป็นกิจวัตรบ้าง แต่อย่าหักโหมในระยะแรก ต้องให้มีเวลาพักผ่อนหย่อนใจบ้าง
7. พยายามจดจำคติ สุภาษิต ไว้เตือนตนเอง เช่น

พินิจนาฬิกาบอกเวลาแสนซื่อตรง

เครื่องจักรพึงพิศวงทำหน้าที่ดีเหลือหลาย

เครื่องจักรในมนุษย์ประเสริฐสุดทั้งใจกาย

เหตุใดไม่อับอายมัวเกียจคร้านงานไม่ทำ

(ฐะปะนีย์ นาครทรรพ)


8. ถ้าสุดวิสัยที่แก้แล้วให้หาสาเหตุว่ามีอะไรที่เป็นสิ่งที่ทำให้เราไม่อยากทำงาน ถ้าเกิดจากโรคบางอย่าง ก็ควรให้แพทย์ตรวจรักษาเสีย โรคบางอย่างทำให้ไม่อยากทำงาน เช่น โรคไขข้อรูมาติสม์ โรคประสาทบางประเภท ฯลฯ
9. ลองศึกษาคำสอนของศาสนาที่นับถืออยู่แล้วเลือกปฏิบัติดู จิตนิสัยที่ไม่ดีทั้งหลายก็จะค่อย ๆ ลดลง มิใช่แต่จะกำจัดนิสัยเกียจคร้านได้เพียงอย่างเดียว

เท่าที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด สรุปได้ว่า การเอาชนะใจตนเองจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องฝืนใจตนเองให้พ้นจากความเกียจคร้าน อ่อนแอ ท้อถอย ผัดวันประกันพรุ่ง ซึ่งเป็นแนวทางอันดับแรกที่สำคัญสำหรับการเอาชนะใจตนเองได้

การหักใจ
การหักใจก็ดี การแข็งใจก็ดี การตัดใจก็ดี ล้วนแต่เป็นวิธีการเอาชนะใจตนเอง คนที่มีความเข้มแข็งแรง กล้าเท่านั้นจึงจะทำได้สำเร็จ สำหรับคนอ่อนแอ โลเล เหลวไหล หรือ เหลาะแหละ ไม่รู้จักอดทน อดกลั้นในสิ่งที่มากระทบเข้ากับตนแล้วเอาแต่เสียใจ โศกเศร้า หรือซึมเศร้า ฯลฯ ย่อมเป็นคนที่พ่ายแพ้ต่อวิถีการ
ดำเนินชีวิต และไม่อาจเอาชนะจิตใจตนเองได้คนหนุ่มคนสาวหลายคนที่มีความรักและทุ่มเทชีวิตจิตใจให้แก่คนที่ตนรัก บางคนต้องพบกับความผิดหวัง เมื่อคนรักของตนไปรักกับคนอื่น หรือคนรักพลัดพรากจากไป ก็ปล่อยชีวิตไปในทางเสเพล หรือกลายเป็นคน สิ้นคิด บางคนถึงกับฆ่าตัวตายเพราะผิดหวังในความรักก็มี แต่คนที่ฉลาดต้องรู้จักหักใจหรือตัดใจ

การฝืนใจต่างกับการหักใจอย่างไรก็อาจอธิบายได้ว่า การฝืนใจนั้นไม่ต้องใช้ความมานะพยายามมาก เท่ากับการหักใจ แต่ทั้งสองประการนี้ต่างก็เป็นวิธีที่ดีในการเอาชนะใจตนเอง การหักใจนั้นทำ ได้ยากกว่าและเมื่อทำได้สำเร็จแล้วเราก็ไม่ต้องฝืนใจอีกเลย คนที่หักใจต่อความทุกข์ร้อนในการดำเนินชีวิตในเรื่องใด เรื่องหนึ่งได้ ก็นับได้ว่าเขารู้จักหักใจ ไม่รู้จักตัดใจ ไม่รู้จักแข็งใจ ย่อมเป็นคนที่อ่อนแอ ไม่มีความอดทนมีแต่ความขลาดกลัว มีแต่ความท้อถอย และมีแต่ความประมาท ฯลฯ คนประเภทหลังนี้ย่อมเป็นทาสของความคิดที่วนเวียน คิดแล้วคิดเล่าอยู่แต่เรื่องที่ตนเองเสียใจ และหลายคนร้องไห้คร่ำครวญ มีทุกขเวทนา คับแค้นใจ คนเหล่านี้นับว่าเป็นคนที่น่าสงสารอย่างยิ่ง ไม่มีใครช่วยเขาได้ ตราบใดที่เขาไม่รู้จักช่วยตนเอง ไม่รู้จักหักใจในเรื่องทุกข์ร้อนทางใจ สุขภาพทางจิตย่อมเสื่อมโทรม หลายคนต้องไปรักษากับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา เพราะเขามองไม่เห็นทางแก้ปัญหาของเขาได้เอง ต้องคอยพึ่งคนอื่นให้คำแนะนำ และต้องพึ่งยาเป็นประจำ บางคนเสียทรัพย์ เสียบุตรภรรยา เผชิญกับความทุกข์ วุ่นวายใจ นอนไม่หลับ เป็นโรคจิต หรือโรคประสาท หวาดระแวง เหล่านี้ถ้าเกิดกับคนที่มีจิตใจเข้มแข็ง เขาจะรู้จักหักใจ และคิดในทางที่เป็นคุณ เมื่อเสียทรัพย์ก็คิดว่าไม่เป็นไรหาเอาใหม่ก็ได้ เสียบุตรภรรยา ก็หักใจว่าถ้าเราไม่ตายก่อน บุตรภรรยาอาจต้องตายก่อนเรา นี่เป็นธรรมดาของโลก ไม่มีใครที่จะอยู่ค้ำฟ้า บางคนเป็นโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง โรคเอดส์ ฯลฯ ซึ่งเป็นโรคที่รักษายากและบางโรคก็ไม่มีการรักษาให้หายได้เลย ถ้าเขารู้จักหักใจเสียบ้าง
เขาย่อมปรับใจตนเองได้ และไม่จมอยู่แต่ความทุกข์ทรมานอันทำให้คนรอบข้างต้องพลอยวิตกกังวลไปด้วย เวลาย่อมเป็นสิ่งที่เยียวยาความทุกข์ทางใจให้เหือดหายได้ คนที่อกหักต่อความรัก เวลาจะช่วยให้เขาลืม ความทุกข์ได้ และถ้าเขารู้จักหักใจเสียบ้าง ไม่หมกหมุ่นครุ่นคิดวนไปเวียนมา เขาก็อาจหายเป็นปกติได้ แต่ถ้าเขาอยากจะหายจากโรคทางใจ หรือโรคใจ ไม่มีวิธีใดที่จะดีที่สุดเท่ากับการรู้จักหักใจ การหักใจนั้น ก็คือการรู้จักเลิกคิดในเรื่องที่ผิดหวัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรักใคร่ ความเสียดาย อาลัยอาวรณ์

คนฉลาดคิด ย่อมรู้จักเลือกคิดในสิ่งที่ดี เป็นมงคลต่อชีวิต ไม่คิดคร่ำครวญวนเวียนแต่เรื่องอดีตที่เศร้า อยู่นั้น คนที่ควบคุมความคิดของตนเองได้โดยเด็ดขาด คือ คนที่เอาชนะใจของตนเองได้อย่างเด็ดขาดนั่นเอง แต่ความคิดของคนเรานั้นเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยากมากที่สุด ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลยสำหรับคนที่ยังเขลา หรือไม่รู้จักใช้ความคิดของตนเองอย่างถูกต้อง

การหักห้ามใจ
การหักใจกับการหักห้ามใจตนเองนั้นไม่เหมือนกัน การหักใจคือหักความคิดไม่ให้วนเวียนแต่จะเศร้าโศก เอาแต่เสียดายอาลัยอาวรณ์ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าสิ่งนั้นไม่ใช่ของ ๆ ตน หรือเป็นของ ๆ ตนมันไม่เที่ยง คนที่หักใจได้ก็จะเลิกทุกข์หรือเศร้า แต่การหักห้ามใจนั้นเป็นได้ 2 อย่าง กล่าวคือ เป็นการป้องกันก่อนที่จะเกิดเรื่อง
เสียหายขึ้น กับเป็นการแก้ไขเมื่อเหตุการณ์ร้ายนั้นผ่านไปแล้ว อาทิ ผู้ใหญ่ที่ห่วงใยในบุตรหลาน ที่อยู่ใน วันรุ่นวัยเรียนมักจะสอนบุตรหลาน "เจ้าอย่าพึ่งริรักในวัยเรียน จงรู้จักหักห้ามใจอย่างชิงสุกก่อนห่าม เพราะถ้าเจ้าไม่รู้จักหักห้ามใจแล้ว เจ้าจะต้องเสียใจภายหลัง" ส่วนการหักห้ามใจที่เหตุการณ์ผ่านไปแล้ว อาจได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่ท่านสอนว่า "คนรักของเจ้าก็ได้จากไปแล้ว เจ้าจงหักห้ามใจอย่ามัวทุกข์โศกอยู่เลย เรื่องมันเกิดไปแล้วก็ให้แล้วกันไป ไม่มีประโยชน์อะไร จะ ไปมัวเศร้าโศกเสียดายอยู่ทำไม" การหักห้ามใจภายหลังที่เกิดเรื่องร้ายผ่านไปแล้วนั้น แม้จะดูคล้ายกันกับการหักใจก็จริง แต่การหักใจ จะมีผลได้เร็วกว่าเลิกทุกข์เลิกอาลัยอาวรณ์เด็ดขาดมากกว่าการหักห้ามใจ การหักห้ามใจเป็นการทำใจให้ปรับสภาพการณ์ที่มันเปลี่ยนไป เมื่อเหตุการณ์ผิดหวังไปจากที่คิด ก็ควรหักห้ามใจค่อย ๆ หักห้ามมิใช้ให้
หักใจอย่างเด็ดขาดในทันที

คนบางคนที่ประสบกับปัญหาชีวิตอย่างกะทันหันและอย่างรุนแรง เช่น ถูกฟ้องล้มละลาย เป็นหนี้สินคนอื่นจำนวนมาก ๆ เกิดโรคร้ายแรงทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ ถูกป้องร้ายหมายชีวิต ต้องโทษในคดีอาญา ต้องถูกจำคุกหรือประหารชีวิต ฯลฯ เหล่านี้ถ้าไม่รู้จักหักห้ามใจก็จะเป็นถูกอย่างมาก ถ้าฝึกการรู้จักหักห้ามใจบ่อย ๆ เราอาจนำมาใช้ในคราวที่เกิดความเดือดร้อนอย่างสาหัส ก็จะไม่เป็นทุกข์มาก แต่ลำพังการหักห้ามใจอาจจะยังไม่เกิดผลดีจึงต้องรู้จักใช้การปลงใจ
 


คำตอบที่ 1-5 ทั้งหมด 5 คำตอบ | หน้า 1 |
  คำตอบที่ 1  
 

u151

26 ต.ค. 55
เวลา 18:13:11
เข้ามาดัน
 


  คำตอบที่ 2  
 

เต้ยคุง

11 พ.ย. 55
เวลา 6:45:13
เพราะแก่นแท้ของคริสเตียนคือ "การดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ" ไม่ใช่การ "เคร่งกฎบัญญัติ" นั่นเอง พระคัมภีร์จึงท้าทายให้เรามอบถวายตัวเองให้กับพระเจ้า ยอมให้พระองค์ควบคุม และเปลี่ยนแปลงเราจากภายในครับ

Romans 12:2

(ESV)

Do not be conformed to this world, but be transformed by the renewal of your mind, that by testing you may discern what is the will of God, what is good and acceptable and perfect.

ยอมให้พระเจ้า "รื้อฟื้นจิตใจ" ให้กลับสู่สภาพเดิม (ก่อนที่มนุษย์ทำบาป) ที่มีจิตสำนึกผิดชอบที่ถูกต้อง

(NLT)

Don’t copy the behavior and customs of this world, but let God transform you into a new person by changing the way you think. Then you will learn to know God’s will for you, which is good and pleasing and perfect.

ยอมให้พระเจ้า "เปลี่ยนแปลง" ความคิดของท่านเสียใหม่

******************

ชีวิตคริสเตียน เป็นเรื่องของการ "ยอม" (Surrender) ให้พระเจ้าเปลี่ยนแปลงชีวิตจากข้างใน

เมื่อยอมให้พระเจ้าเปลี่ยนเราจากภายในใจจริงๆ การกระทำภายนอกจะเปลี่ยนใหม่เองเป็นธรรมชาติ

นี่คือสิ่งที่ "ธรรมบัญญัติ" ทำให้ไม่ได้

ไม่เช่นนั้น คงไม่มีคำพยานมากมายที่ คนมาเชื่อพระเจ้าแล้ว เลิกจากอบายมุข สิ่งเสพติด ได้ทันที หรือรับการ "ปลดปล่อย" จากการเป็นทาสสิ่งลามก รักร่วมเพศ บาปต่างๆ (ซึ่งผิดบทบัญญัติ)

ขอพระเจ้าอวยพร
 


  คำตอบที่ 3  
 

winwinwin

11 พ.ย. 55
เวลา 7:05:55



ดีแล้ว...เมื่อพระเจ้าสอนอะไรคุณ..เข้ามาแบ่งปันกับพี่น้อง...เมื่อคุณทำบ่อยๆ..คุณกำลังให้พระเจ้าเคลื่อนคุณไปตามการทรงนำและเป็นภาชนะของพระเจ้า...และคุณกำลังฝึกใช้ของประทานอย่างเต็มที่ด้วย

ขอพระเจ้าอวยพร...ฝึกฝนจนเกิดความชำนาญ
 


  คำตอบที่ 4  
 

อับดุลลอฟาด์ฮากริ๊บ

11 พ.ย. 55
เวลา 13:34:02
จขกท. ถูกจัดอยู่ในลัทธิเทียมเท็จไม่ใช่เหรอ
กลุ่มอะไรประสงค์ซักอย่าง ที่ไม่ถูกยอมรับจากคต.กลุ่มใหญ่
ถ้าคนเล่นเว็บนี้มานานจะรู้

 


  คำตอบที่ 5  
 

อับดุลลอฟาด์ฮากริ๊บ

11 พ.ย. 55
เวลา 13:34:02
จขกท. ถูกจัดอยู่ในลัทธิเทียมเท็จไม่ใช่เหรอ
กลุ่มอะไรประสงค์ซักอย่าง ที่ไม่ถูกยอมรับจากคต.กลุ่มใหญ่
ถ้าคนเล่นเว็บนี้มานานจะรู้

 


| หน้า 1 |


กรุณาloginก่อนโพสต์
  
Jaisamarn Full Gospel Church 10-12 soi 6 sukhumvit Rd. klongtoey Bangkok
Tel. +66(0)2253-0082 , +66(0)2253-9081-4 FAX +66(0)2653-0127