ตอบคำถามเพิ่ม คลิกที่นี่
 
  บริบทของพระคัมภีร์นั้นสำคัญไฉน  
 

Law&Grace

1 ต.ค. 51
เวลา 9:48:03

พิมพ์
แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน
หลังจากที่ผมไปเยี่ยมเว็บบอร์ดคริสเตียนที่คุยกัน ผมสังเกตุอยู่อย่างหนึ่งว่า กระทู้ที่มีคนตอบมากๆ นั้น โดยมากมักจะเป็นกระทู้ที่ มีข้อพระคัมภีร์สนับสนุนของทั้งสองด้าน ตามที่แต่ละฝ่ายอ้างโดยการหยิบยกขึ้นมาเช่น

“พูดภาษาพระวิญญาณดีจริงๆหรือ”

โดยการหยิบยกขึ้นมาต่อสู้กันนั้น มักจะหยิบแค่ข้อเดียว หรือ สองข้อ และก็ตีความหมายใส่กัน คนที่หยิบยกน้อยคนนักที่จะยกบริบทขึ้นมาด้วยว่าทั้งเล่มนั้นสอนอย่างไร มีเบื้องหลังความเป็นมาอย่างไร และคนที่หยิบยกพระคัมภีร์น้อยคนนักที่จะหยิบทั้งบท หรือ สองบท และการต่อสู้กันนั้นก็บาดเจ็บทางความรู้สึกทั้งสองฝ่าย และสุดท้ายก็ไม่ได้อะไรในกระทู้นั้น และก็ไม่ได้เป็นพระพรอะไรกับผู้ที่แวะเวียนเข้ามาอ่านเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม การต่อสู้กันนั้นอาจจะกลับเป็นการปิดประตูใส่เขาเหล่านั้นซึ่งกำลัง เคาะอยู่ก็เป็นได้

ที่ผมยกตัวอย่างเรื่องนี้เพราะเป็นเรื่องที่แทบจะเรียกได้ว่า แยก คริสเตียนไทย เป็นสองกลุ่มเลยทีเดียว หรือเป็นสองคณะที่เรารู้จักกันดีในปัจจุบัน และเป็นที่น่าเสียใจว่า:

ถึงแม้ว่าทั้งสองคณะนี้เป็นหนึ่งเดียวกันในความเชื่อ แต่มีสิ่งที่ไม่สามารถทำให้ทั้งสองคณะนี้เป็นหนึ่งเดีียวกันในการวิธีปฏิบัติ (Practice) ได้เลย สิ่งนั้นคือการยกพระคัมภีร์เข้ามาสนับสนุนข้างตัวเองโดยไม่คำนึงถึงบริบท

ในอดีตที่ผ่านมาผมสังเกตุเห็นและผมได้เรียนรู้ว่า การต่อสู้กันนั้นไม่มีประโยชน์​และรังแต่ให้เกิดความแตกแยกมากว่าเกิดผลฝ่ายพระวิญญาณ ไม่ว่าจะเป็นแนวใด แนวเงียบหรือแนวดัง แนวพระวิญญาณหรือแนวสงบ ผมว่าทั้งสองก็ไม่ต่างกัน คือมีตัวเราเป็นจุดศูนย์กลาง และไม่ต้องการที่จะยอมจำนน และ เปิดตาใจมองบริบทของพระคัมภีร์

“ถ้าเรานมัสการแบบนี้ด้วยฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณ และใช้ของประทานฝ่ายพระวิญญาณ จึงจะถูกต้อง” เพราะว่ามีพระคำที่เรายกมา 10 ข้อนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าเราถูกต้อง
“วิธีการเช่นนั้นไม่ถูกต้อง เพราะพระเจ้าสงบและอุดมด้วยความรัก เรื่องฤทธิ์เดชนั้นพ้นสมัยไปแล้ว” เพราะว่ามีพระคำที่เรายกมาอีก 10 ข้อนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าเราถูกต้อง

และเราก็เห็นว่า 10 ของเรานั้นพูดเรื่องแนวทางของเรา เอแต่เขาก็มี 10 ข้อนะสนับสนุนแนวทางของเขา ผมทำเป็นตารางยังได้เลยครับ โดยมีคอลัมน์ซ้ายและขวา มีข้อพระคัมภีร์ที่ใช้โต้แย้งกันได้

ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกันเพราะว่า “แนวทาง ก็ดี คริสตธรรมเนียมประเพณี (Traditions) และ วิธีปฏิบัติ (Practice) นั้น บัง บริบทไปเสียหมด และไม่ยอมดูบริบทแห่งพระวจนะของพระเจ้า แต่จริงๆแล้ว เราต้องยอมจำนนครับ และต้องเชื่อว่ามีความหมายหนึ่งที่ถูก

ผมไม่เชื่อในบางคนที่กล่าวว่า “พระคัมภีร์ก็ตีความไปตามคนอ่าน คนตีความอย่างไรก็ได้อย่างนั้น อาจมีหลายความหมายก็ได้” พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า มีพระเจ้าเป็นจุดศูนย์กลาง ไม่ใช่จะตีความเข้าข้างใครก็ได้เป็นจุดศูนย์กลาง และการยอมรับทุกๆความหมายแห่งการตีความตามมนุษย์ คือการยอมรับการแตกแยกกัน แต่ถ้าเราเชื่อว่าพระเจ้าดลใจให้เขียน และพระองค์เป็นเจ้าของไดอารี่เล่มนี้ พระองค์ไม่ใช่พระเจ้าหลายใจ หลายความคิด แต่เป็นพระเจ้าเดียว องค์เดีียวในสากลจักรวาล พระองค์เป็นศูนย์กลางแห่งบริบทพระคัมภีร์ครับ แล้วเรายอม

บริบทนั้นคือเลนส์ส่องที่ถูก คือเราต้องดูข้อ หรือ บท หรือ เล่มหลักก่อนว่ามีความหมายหลักโดยรวมว่าอย่างไร เขียนให้ใคร เขามีปัญหาอะไร เขียนเมื่อไร เขียนที่ไหน ต้องการเขียนไปเพื่อสอน หรือ ไปแก้ไขสิ่งใด เกี่ยวกับเราหรือไม่ ประยุกต์กับเราได้หรือไม่

ปัญหาของการไม่ใช้บริบทไม่ใช่อยู่ที่ว่าไม่รู้ว่าพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่เขียนไว้อย่างไร แต่ปัญหาคือ คริสเตียนส่วนมากไม่รู้วิธีเข้าหา (approach) พันธสัญญาใหม่ จึงหยิบยกมาเป็นข้อๆ เท่าที่หาได้ในแต่ละเล่ม เมื่อเป็นเช่นนี้ คริสเตียนนั้นจะไม่เคยเห็นพระคัมภีร์เป็น ภาพรวม แต่เรากินแต่ละจานที่เราอยากกินเอามารวมกันตามตรรกะแห่งมนุษย์ที่ตกต่ำเช่นเรา เราใช้ข้อพระคัมภีร์ตามที่เราค้นเจอเพียง 1-2 ข้อและเราก็บอกว่า “ฉันกำลังใช้พระคัมภีร์สนับสนุนนะ” หรือ ไม่เชื่อดูพระคัมภีร์ข้อนี้เด่ะ!

เอางี้นะ ลองจินตนาการว่า ผมเขียนจดหมายให้กับเพื่อนหลายคน คนละหลายฉบับ เพื่อแก้ไขปัญหา หรือให้คำปรึกษาด้านธุรกิจ การลงทุน การดำเนินชีวิต เรื่องการถ่ายรูป และเรื่องการตกปลา แต่จดหมายทั้งหมดนั้นผมไม่เคยลงวันที่ และไม่ลงชื่อผู้เขียน แต่รู้ว่าเขียนให้ใครและส่งให้คนนั้นโดยเฉพาะ โดยเขียนในเวลาที่แตกต่างกัน

และเวลาผ่านไปหลายร้อยปี ผมตายไปแล้ว มีคนเห็นว่าจดหมายผมมีคุณค่า และ สิ่งที่ผมเขียนนั้นดี จึงรื้อจดหมายของผมที่เขียนให้เพื่อนๆ และพยายามจะเรียบเรียงใหม่โดยรวบรวมเป็นหนังสือ แต่ไม่มีวันที่เขียน เขาก็ไม่รู้จะรวบรวมอย่างไร เขาจึงเรียบเรียงตามความยาวไปถึงสั้น จดหมายยาวไว้ก่อน สั้นไว้หลัง สั้นสุดไว้หลังสุด โดยตั้งชื่อหนังสือที่รวบรวมนี้ว่า “จดหมายที่คุณคงศักดิ์ิเขียนให้เพื่อน”

ต่อมาไม่นานจะด้วยเหตุผลกลใดก็แล้วแต่ หนังสือเล่มนี้เกิดฮิต ติดอันดับ หนังสือขายดีขึ้นมา

มีคนหนึ่งชื่อนายตัดแปะ ก็อยากเขียนหนังสือขึ้นมาบ้าง เพราะคันมือ นายตัดแปะก็ตั้งชื่อหนังสือว่า“การถ่ายรูป และการตกปลา และการลงทุน มีหลักการที่เหมือนกัน” โดยในเนื้อหาหนังสือก็พยายามแสดงความคิดเห็นของตัวเองว่า การถ่ายรูป การตกปลา และการลงทุนเป็นเรื่องเดียวกัน โดยไปหยิบเอา จดหมายที่ผมเขียนให้คุณอิ่งซึ่งเป็นนักธุรกิจบ้าง คุณอ้อยชอบถ่ายรูปบ้าง และคุณอ้วนชอบตกปลาบ้าง มาอย่างละตอน เช่น

ฉบับหนึ่งผมเขียนตอนอายุ 25 ว่า “คุณอิ่งไม่ควรซื้อหุ้นตัวนี้นะ เพราะว่างบบัญชีปีล่าสุด แสดงผลว่าขาดทุน ถึงแม้ว่าในปีที่ผ่านมากำไรมาตลอด แต่บริษัทนี้มีกระแสเงินสดที่ดี และมีแนวโน้มว่าจะกลับมากำไรอีกในปีหน้า จึงควรรอจังหวะการลงทุนอีกหน่อย”

อีกฉบับหนึ่งผมเขียนตอนอายุ 50 ให้คุณอ้วนผมเขียนว่า “ตอนตกปลาต้องรอจังหวะให้ดี รอจนกระทังปลาฮุบเหยี่อหมดก่อนแล้วค่อยวัดเบ็ด”

อีกฉบับให้คุณอ้อยตอนอายุ 80 ว่า “ตอนที่ถ่ายรูปภาพ เคลื่อนไหว ควรจะรอจังหวะให้ดีเสียก่อน ด้วยความอดทน ไม่อย่างนั้นอาจจะไม่ได้สิ่งที่ต้องการ”

เขียนสุดท้ายตอนอายุ 90 ให้คุณอิ่งซึ่งตอนนั้นมีครอบครัวแล้วอีกครั้งว่า “คุณอิ่ง เลิกเล่นหุ้นเถอะนะ เพราะคุณอิ่งมีอารมณ์แปรปรวนตามตลาด และไม่นิ่ง คุณอิ่งเอาเงินไปทำอย่างอื่นเถอะ เช่นฝากพันธบัตรรัฐบาล เพราะตอนนี้คุณอิ่งมีครอบครัวแล้ว ไม่ควรรับความเสี่ยงมากเกินไป”

แล้วนาย ตัดแปะ ก็ตั้งตัวเองเป็นผู้ให้คำปรึกษา โดยอ้างอิงจากจดหมายของผมเป็นหลัก ซึ่งมีบริบทกับคุณอิ่ง คุณอ้อย คุณอ้วน ต่างกัน และทั้งสามคนก็อยู่คนละที่ และ คนละช่วงเวลากัน หนังสือเล่มนั้นกับผู้ให้คำปรึกษาคนนั้นจะคิดเหมือนผมได้หรือครับ? จดหมายแต่ละฉบับได้ถูกหยิบยกออกมาจากนอกบริบททั้งๆที่เป็นจดหมายของผม แต่ได้ถูกหยิบออกมาโดยไม่คำนึงถึงบริบทของจดหมายเลย แล้วก็เอาจากหลายฉบับมาตัดต่อแปะเข้าด้วยกัน

งานของนายตัดแปะแบบนี้มีอยู่เยอะแยะเลยครับ ตามร้านขายหนังสือคริสเตียน ดูชื่อเรื่องแล้วโอ้โฮน่าซื้อจัง เปิดดูสองสามหน้า เอาอะไรมาตัดแปะต่อกันก็ไม่รู้! และอยู่บนธรรมาสน์ก็มากมายครับ อ่านดู จากสูจิบัตรระเบียบนมัสการ เห็นหัวข้อเทศนาแล้วน่าฟังจังเลย พอฟังดู โอ้โห ตั้งหัวข้อตามความคิดของตน แล้วโยงมาแต่ละข้อ มาสนับสนุน โดยไม่ได้คำนึงว่าข้อๆนั้นที่ดึงมานั้นมีบริบทตรงกับสิ่งที่กำลังพูดหรือไม่ ที่ผมรู้เพราะว่าผมก็เคยทำครับ แต่คนฟังคงลืมไปแล้วแหละซึ่งผมก็ดีใจถ้าเป็นอย่างนั้น

สาเหตุที่ผมนำเรื่องจดหมายที่เขียนให้คุณ อิ่ง คุณอ้อย มาให้พิจารณาดูนั้น ก็เพื่อเป็นอุปมาให้เห็นถึงพระคัมภีร์ของเราครับ

พระคัมภีร์ปัจจุบันก็เป็นเช่นนั้นครับ มีบางคนเป็นกรรมาธิการในยุค ปู่ของปู่เรานี่แหละ เรียงลำดับให้เรา โดยเรียงว่าเรามี โรมอยู่ก่อนสุด เพราะยาวสุดครับ และ ก็ 1 โครินธ์ และก็ 2 โครินทธ์ ก็ค่อยๆสั้นลงในเล่มอื่นๆ จนสุดท้ายที่ฟิเลโมน โดยไม่ได้วิเคราะห์ตามเวลาที่เขียน ถ้าเราไม่ดูบริบท และเบื้องหลังว่าเขาเขียนถึงใคร เขียนทำไม เขียนเมื่อไร ที่นั่นมีปัญหาอะไร ทำไมจึงเขียนเช่นนั้น แล้วคนเขียนมีความตั้งใจอะไรเป็นหลัก ตรงนั้นเราเรียกว่าบริบทครับ

และถ้าเราเรียบบริบทใหม่โดยเรียงจากเวลาที่เขียนเป็นหลัก เราก็จะได้
กาลาเทีย, 1 เธสะโลนิกา, 2 เธสะโลนิกา, 1 โครินธ์, 2 โครินธ์, โรม, โคโลสี, ฟิเลโมน, เอเฟซัส, ฟิลิปปี, 1 ทิโมธี, ทิตัส และ 2 ทิโมธี เป็นเล่มสุดท้าย ถ้าเราอ่านเรียงตามนี้ใหม่และดูพระธรรมกิจการตามไปด้วย เราจะเห็นการเดินทาง และชีวิตการรับใช้ของอาจารย์เปาโล และจะเข้าใจความรู้สึกของท่านได้ดีขึ้น เมื่อเราอ่านจดหมายของท่าน

เช่น ในกาลาเทีย เป็นช่วงแรก ท่านเขียนให้กลับ กลุ่มคน เช่น ผู้เชื่อในชุมชนกาลาเทีย ท่านดุดัน โกรธ เกรี้ยวกราดในเรื่องของการผสมธรรมบัญญัติเข้ามาในพระคุณ แต่พอเราเห็นโรม กับโคโลสี ท่านโกรธน้อยลง แต่อธิบายเหตุผลมากขึ้น แต่การไม่ประนีประนอมในเรื่องธรรมบัญญัตินั้นยังคงอยู่ พอช่วงท้ายชีวิตของท่าน ท่านเริ่มเขียนให้ ปัจเจกชน มากขึ้น เหมือนเราครับ เมื่อแก่แล้ว เราอยากฝาก ให้คนอื่นมาทำต่อ และเป็นคนที่ท่านไว้ใจได้ เราก็จะเห็นการฝากฝัง การส่งมอบต่อ การกำชับ เป็นต้น

การตีความพระคัมภีร์มีความหมายเดียว แท้แน่นอนเดียวครับ ผมเชื่อแบบนั้น พระเจ้าไม่ดลใจให้เขียนโดยให้ตีความหมายไปตามใจมนุษย์ แต่ต้องตีความหมายตามความในสิ่งที่ผู้เขียนต้องการให้ความหมาย ตามที่พระเจ้าที่ดลใจให้เขาเขียน บริบทจึงเป็นสิ่งสำคัญครับ

และเมื่อเราไม่สนใจบริบท แต่สนใจศัพท์สัมพันธ์ หนังสือ และโปรแกรมค้นพระคัมภีร์ศัพท์สัมพันธ์ เราก็ลืมเรื่องบริบทหมด และคริสเตียนเราก็เลยเข้าหาพระวจนะของพระเจ้าด้วยทางใดทางหนึ่งดังต่อไปนี้ครับ:

1.เรามองหาข้อพระคัมภีร์ ข้อเดียว หรือหลายข้อ ที่หนุนใจเรา ให้กำลังใจเรา เมื่อพบแล้วก็จะขีดไว้บนพระคัมภีร์ด้่วยปากกา แล้วก็จดไว้ ท่องจำไว้ ภาวนา แล้วก็อาจแปะไว้ที่โต๊ะเขียนหนังสือของตน หรือ ฝาปิดตู้เย็น
2.เรามองหาข้อที่เกี่ยวกับคำสัญญาของพระเจ้า และเราจำไว้เพื่อที่จะใช้เมื่อเวลาเราต้องการให้พระเจ้าทำในสิ่งที่สัญญานั้น กับตัวเรา
3.เรามองหาข้อพระคัมภีร์ที่บอกเราว่าพระเจ้า “ส่ัง” ให้เราทำอะไร
4.เรามองหาข้อที่เราสามารถ “ใช้” เป็นฤทธิ์เดช เพื่อขับไล่การทดลอง หรือ ผีมารซาตาน
5.เรามองหาข้อที่จะพิสูจน์ หลักข้อเชื่อ บางอย่าง เพื่อที่เราจะใช้ ปาดและเฉือน คนที่คิดต่างจากเราให้คิดใหม่ ทำใหม่ (เหมือนพรรคการเมืองเลยแฮะ) ในที่สุดก็เป็นการสุ่มข้อ โดยไม่คำนึงถึงบริบท และการแตกแยกก็ไม่เคยได้ประสานรอยร้าว
6.เรามองหาข้อที่สามารถแก้ไข ข้อผิดพลาดของคนอื่นได้
7.เรามองหาข้อที่เราเลือกว่า จะง่ายในการเทศนา (ผมก็เคยเป็น ผมเลือกคำอุปมาของพระเยซูบ่อยมาก เพราะเทศน์เมื่อไร ยังไงก็ดีครับ)
8.เราบางครั้ง หลับตา และเปิดพระคัมภีร์แบบสุ่ม แล้วสอดนิ้วไว้ในหน้าที่เปิดได้ อ่านข้อนั้น และ ทึกทักเอาว่า พระเจ้าเปิดเผยข้อนั้นให้เรา

ลองกลับไปดูทั้ง 8 ข้ออีกครั้งสิครับ เราเข้าหาพระวจนะของพระเจ้าแบบใด และลองไปอ่านแต่ละอันอีกทีว่า แต่ละอันนั้น พึ่งตัวเอง และโฟกัส มีจุดศูนย์รวมอยู่ที่ตัวเรา และเพื่อให้เข้าข้างเราแค่ไหน โดยที่เราลืมไปสนิทเลยว่าพระคัมภีร์นั้นไม่ได้เขียนให้ปัจเจกเฉพาะใคร แต่เขียนไปให้คริสตจักรคือคนหมู่มาก พระคัมภีร์ได้รับการดลใจจากพระเจ้าให้เขียน และให้รวบรวม เพื่อให้เรารู้ว่าแต่ละบริบทสนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างไร ไม่ใช่เอาไปประยุกต์เข้าหาตัวเอง ตามแต่ตรรกะที่ตัวเองคิด

ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเราเอาพระคัมภีร์มาใช้แบบ “ตัดแปะ” คือตัดเอามาบางส่วนที่เราคิดว่าน่าจะพูดเรื่องนี้ และหยิบเอามาโดยไม่ได้รู้ว่าบริบททั้งหมดนั้น คนเขียนต้องการสื่อว่าอะไร แล้วก็เหมือนเดิมครับคือยกมาผิดบริบทเพื่อ “สนับสนุน” แนวทางของตน ซึ่งตนก็บอกว่าตัวเองถูกครับ ทั้งสองก็มีพระคัมภีร์สนับสนุนทั้งคู่ครับ เถียงให้ตายก็ไม่มีใครชนะ ปัญหามันอยู่ที่เดียวครับ คือเรามุ่งเข้าหาพระคัมภีร์แบบ “ตัดแปะ”

ผมมักจะเปรียบบริบทคล้ายกับ แว่นตา หรือ เลนส์ ครับ ถ้าใส่แว่นถูกอัน คือสายตาสั้น ก็ใส่แว่นสายตาสั้น เมื่ออ่านหนังสือจะมองเห็นชัด แต่ถ้าเอาแว่นสายตายาวมาใส่คนสายตาสั้น อ่านไม่รู้เรื่องเลยครับ มันเห็นเบลอๆ ไม่ชัดเจน อ่านพระคัมภีร์ถ้าแว่นตาถูกบริบทก็จะถูกด้วยครับ และที่เราอ่านก็จะเป็นรูปร่างรวม และจะเข้าใจชัดเจน ไม่เหมือน จิ๊กซอว์ที่กระจัดกระจายครับ

เช่นถ้าเราอ่านพันธสัญญาใหม่ แว่นตา คือ พระคุณเท่านั้น และไม่ใช่การกระทำ พระคุณเพียงพอเสมอ พระเยซูคริสต์เป็นจุดศูนย์กลาง การไถ่และการให้อภัยน้ันสิ้นสุดแล้ว และนิรันดร์

ถ้าเราอ่านพันธสัญญาเดิม แว่นตา คือ การชำระบาปด้วยพิธี การปฏิบัติตามธรรมบัญญัติ ธรรมบัญญัติเป็นศูนย์กลาง พระเจ้าตอบสนองมนุษย์โดยใช้มาตรฐานแห่งธรรมบัญญัติ และการลงโทษ การไถ่นั้นชั่วคราว เป็นต้น

บริบทย่อยคือทั้งเล่มนั้น และย่อยอีกคือบทนั้น และข้อนั้น แต่ทั้งหมดต้องไม่ตีความเข้าข้างตัวเอง โดยขัดกับบริบทใหญ่ หรือ แว่นตาใหญ่นั่นเอง และเมื่อต้องตีความต้องคำนึงถึง 3 บริบทนี้ครับ

1.บริบทแห่งผู้รับสาส์น
2.บริบทแห่งใจความหลัก
3.บริบทแห่งพันธสัญญา
 


คำตอบที่ 21-35 ทั้งหมด 35 คำตอบ | หน้า 1 2 |
  คำตอบที่ 21  
 

Law&Grace

5 ต.ค. 51
เวลา 14:43:40
คุณ AJ ครับ คุณ KKK สรุปในคำตอบที่ 13 ตอนท้ายไว้ดีทีเดียวครับ เรื่อง การพำนัก ตามบริบทนี้ครับ
 


  คำตอบที่ 22  
 

Law&Grace

11 ต.ค. 51
เวลา 14:13:26
อยากจะขออาสาเพิ่มเติมอีกนิด เรื่องบริบท เกี่ยวกับพันธสัญญาเดิม (Old Covenant) และ พันธสัญญาใหม่ (New Covenant) สักเล็กน้อยครับ เพื่อเป็นประโยชน์ในการตีความตามบริบทของ พระคัมภีร์เดิม (Old Testament) และ พระคัมภีร์ใหม่ (New Testament) คือต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่างทั้งสองพันธสัญญา

คริสเตียนต้องเข้าใจความแตกต่างของแต่ละพันธสัญญา!

นี่คือสองสิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามกันในพระวจนะของพระเจ้า ผมไม่ได้เขียนว่าสิ่งที่ขัดแย้งกันนะครับ ผมบอกว่าตรงกันข้ามกันเพราะว่า เป็นสิ่งดีและประเสริฐทั้งคู่ครับ แต่ให้คนละเวลา คนละบริบท คนละความสัมพันธ์ คนละกลุ่มคน และคนละสถานที่ครับ ถ้าเราผสมกัน เราจะสับสนมากและจะป่วนครับ สองสิ่งเหล่านี้เราเห็นเป็นคู่กันเสมอครับ แต่อยู่คนละเวลา และคนละบริบท

ธรรมบัญญัติ กับ พระคุณ (Grace and Law)
พันธสัญญาเดิม กับ พันธสัญญาใหม่ (New Covenant and Old Covenant)
ความกลัวพระเจ้า กับ ความเชื่อวางใจพระเจ้า
การกระทำของมนุษย์ กับ ความเชื่อ
ความชอบธรรมได้มาด้วยการกระทำ กับ ความชอบธรรมได้มาด้วยความเชื่อ
กฏหมาย กับ พระวิญญาณ
โลหิตของแกะบริสุทธิ์ กับ โลหิตพระเยซู
พิธีชำระ กับ ไม้กางเขน
พิธีปัสกา กับ พิธีมหาสนิท
มุนษย์พยายามด้วยต้นเอง กับ พระเจ้าประทานให้
ค่าจ้าง กับ ของประทาน
ระบอบปุโรหิตเลวี กับ ระบอบปุโรหิตนิรันดร์
ความพยายามของมนุษย์ กับ การยอมจำนนของมนุษย์

...เป็นต้น ถ้ามีใครอยากเติมอีก ช่วย comment มาก็ได้ครับ

ทั้งคู่เป็นสิ่งดี และ ประเสริฐ ทั้งคู่ครับ แต่เป็นเรื่องของเวลาที่ต่างกัน และเรื่องของ ความเก่าและความใหม่ครับที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ ถ้าเราเข้าใจตรงนี้ เราก็จะเข้าใจความแตกต่างระหว่างแต่ละคู่ และรู้ว่าแต่ละอย่างมีไว้เพื่อซึ่งกันและกัน อย่างแรกมีขึ้นเพื่อให้เล็งเห็นสิ่งที่ “ดีกว่า และประเสริฐกว่า” ของอย่างที่สองเสมอครับ (ฮิบรูทั้งเล่ม และ โรม 5-8) เมื่อเราเข้าใจเช่นนี้ เราจะเข้าใจทำไมพระเจ้าจึงทรงเต็มไปด้วยพระคุณนัก และแสนดีเช่นนี้

คุณลักษณะที่เหมือนกันของทั้งสองพันธสัญญา

ทั้งสองพันธสัญญาเป็นสิ่งประเสริฐ (โรม 7:13)
ทั้งสองได้รับการสถาปนาด้วยเลือด (ฮิบรู 9:18-21)
ทั้งสองมีขึ้นเพื่ออภัยบาป ต้องอภัยบาปทั้งคู่ (ฮิบรู 9:22)
ทั้งสองพันธสัญญาเองสามารถพาให้มนุษย์มาถึงความชอบธรรมได้ทั้งคู่
ทั้งสองเริ่มต้นด้วยการสละชีวิต คือต้องตายก่อนจึงจะเกิดผลแห่งพันธสัญญาครับ (ฮิบรู 9:17)
ทั้งสองต้องมีผู้กลางคือ ปุโรหิต (ฮิบรู 7:23-24)

อันหนึ่งเป็และคริสเตียนต้องรู้ทั้งสองครับ และเป็นสิ่งดี ที่พระเจ้าให้มนุษย์ ตั้งแต่บรรพกาล แต่จุดสำคัญอยู่ตรงนี้ครับ เราต้องรู้ว่าทั้งสองพันธสัญญานั้นต่างกันอย่างไร

อย่างหลัง “ประเสริฐกว่า” อย่างแรกอย่างไรครับ?

อย่างหลัง นั้น ทำให้อย่างแรก “ทำให้บริบูรณ์” (complete)
อย่างหลัง นั้น “เติมเต็ม” อย่างแรก (fulfill)
อย่างหลัง นั้น “แทนที่” อย่างแรก (replace)

ลองไล่ดูสิครับ เช่น โลหิตพระเยซู “ประเสริฐกว่า” โลหิตของลูกแกะบริสุทธิ์ “ทำให้บริบูรณ์” ได้ “เติมเต็ม” พิธีถวายด้วยลูกแกะ และ “แทนที่”ระบอบการไถ่บาปด้วยลูกแกะ เป็นต้น ของประทานนั้น “ประเสริฐ”กว่าค่าจ้าง และ “เติมเต็ม”ค่าจ้างได้ และ “แทนที่” ค่าจ้างได้ ! ความเชื่อนั้นประเสริฐกว่าการกระทำของมนุษย์ สามารถเติมเต็มสิ่งที่มนุษย์ทำไม่ได้ และ แทนที่ การกระทำของมนุษย์เพื่อให้พระเจ้าพอพระทัยได้

และก็ลองไล่ดูจากข้างบนไปเรื่อยๆครับ

ตอนนี้ลองหยุดอ่านของผมก่อน และอ่าน ฮิบรู 7:11 ไปถึง 9:22 (ระหว่างอ่านลองอธิษฐาน และเพ่งไปที่ 7:12, 7:18-20, 8:6-7, 8:13, 9:12, และ 9:15) โดยมี บทที่ 8:6-7...พันธสัญญาซึ่งพระเจ้าทรงเป็นผู้กลางนั้น ก็ประเสริฐกว่าพันธสัญญาเดิม เพราะว่าได้ทรงตั้งขึ้นโดยพันธสัญญาทั้งหลายอันประเสริฐกว่าเก่า เพราะว่าถ้าพันธสัญญาเดิมนั้นไม่มีข้อบกพร่องแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องมีพันธสัญญาที่สองอีก

สิ่งแรกนั้นต้อง “เล็งเห็น” ถึงสิ่งหลังเสมอ และเพื่อให้เปรียบเทียบเสมอว่า สิ่งหลัง นั้น “ประเสริฐกว่า ดีกว่า เหนือกว่า” สิ่งแรกเสมอ เพราะเนื่องจากสิ่งแรกมีข้อบกพร่อง (Found Fault in the people NASB) ไม่ใช่บกพร่องที่ธรรมบัญญัตินะครับ แต่บกพร่องที่มนุษย์ เพราะเราทำไม่ได้ แต่สิ่งหลังคือพันธสัญญาหลังนั้น สมบูรณ์นิรันดร์ และพันธสัญญาใหม่นี่เองที่เป็น ฐาน แห่งการดำเนินชีวิตคริสเตียนปัจจุบัน

เมื่อสอนหรือตีความบริบท พันธสัญญาเดิม ควรจะตีความให้มีบริบทที่ ยกย่อง เชิดชู ส่งเสริม พระเยซูคริสต์ในพันธสัญญาใหม่ทุกครั้ง เพราะว่าพระเยซูคริสต์และสิ่งที่พระองค์ทำนั้น “ประเสริฐกว่า” มากมายนัก

ยกตัวอย่างเช่นเราไม่ปฏิเสธการสอนพระคัมภีร์เดิม แต่การสอนพระคัมภีร์เดิมต้องเล็งให้เห็นถึงสิ่งที่ดีกว่าในพระคัมภีร์ใหม่เสมอ เราไม่ปฏิเสธการสอนว่า พิธีปัสกา คืออะไร แต่เราไม่ใช้สอนให้ทำ พิธี ปัสกา เดี๋ยวนี้ และสอนให้ “เล็งเห็น” ถึงศีลมหาสนิท ว่า อันศีลมหาสนิททีพระเยซูตั้งนั้น ดีกว่า ประเสริฐกว่า เพียงไร เป็นต้น

พันธสัญญาเดิมนั้นให้กับอิสราเอลโดยไม่มีหลักประกัน และขึ้นอยู่กับอิสราเอลคือมนุษย์เป็นหลัก (อพยพ 24:6-8) พันธสัญญาใหม่นั้นมีหลักประกันโดยขึ้นอยู่กับพระเยซูเป็นหลัก (ฮิบรู 7:22) พันธสัญญาเดิมนั้น (ฉธบ 6:20-24) มนุษย์ต้องทำและไม่เคยทำได้แม้กระทั่งข้อที่ง่ายที่สุด (อพย.20:3)

เมื่อไรก็ตามที่เราตีความตามใจและผสม สองสิ่งเข้าด้วยกัน และสอนไปพร้อมๆกัน และเข้าใจว่าจะต้องปฏิบัติไปพร้อมๆกัน เมื่อนั้นแหละคริสเตียนบังเกิดใหม่แห่งพระคุณก็จะสับสนมาก และดำเนินชีวิตแค่ครึ่งเดียว อ้าว ทำไมล่ะ เมื่อดำเนินทั้งสองก็ดีสิ หนึ่งบวกหนึ่ง น่าจะได้สองนะ ทำไมเหลือครึ่ง? เพราะว่าทั้งสองนี้ถ้าผสมกันก็จะตัดกันเองครับ บั่นทอนส่วนดีของแต่ละอย่าง เลยไม่ได้ส่วนดีทั้งหมดของทั้งสองอย่าง
 


  คำตอบที่ 23  
 

Law&Grace

21 ต.ค. 51
เวลา 22:53:02
คุณ AMP เขียนมาว่า

ขอถามพี่คงศักดิ์สักข้อหนึ่งครับ

โบสถ์เกือบจะ 100% มักจะสอนเรื่องการแต่งงานว่า
" เราต้องแต่งงานกับผู้เชื่อหรือคริสเตียนด้วยกันเท่านั้น "
โดยยกมาจาก 2 โครินทร์ 6:14-16

พี่คงศักดิ์มีความเห็นอย่างไรบ้างครับ
 


  คำตอบที่ 24  
 

Law&Grace

21 ต.ค. 51
เวลา 22:58:28
ผมเห็นด้วยกับการแต่งงานกับผู้รอดด้วยกัน (ที่ผมใช้คำว่าผู้รอดเพราะผมไม่เชื่อว่า คริสเตียนทุกคนที่รอด หรือผู้เชื่อทุกคนจะรอด ขึ้นอยู่กับว่า คริสเตียนแบบไหน และ เชื่ออะไร โปรดดูในบทความ "คริสเตียนเชื่ออย่างไรถึงรอด" ประกอบครับ)

ผมเห็นด้วยกับการแต่งงานหรืออยู่กินกับผู้รอดด้วยกัน เพราะ มันจะทำให้คุณมีความสุข และมีปัญหาให้แก้น้อยกว่าครับ จะดีต่อตัวคุณเองในอนาคตและการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันไปตลอดชีวิต

แต่ถ้าผมใช้ข้อพระคัมภีร์เพื่อสอนเรื่องนี้ ผมอาจไม่ใข้ข้อนี้ครับ เพราะผมคิดว่า 2 โครินธ์ 6:14-16 กำลังพูดถึงบริบทที่เกี่ยวกับชุมชนครับ ถ้าดูจากข้อ 17-20 ที่อาจารย์เปาโลเขียนประกอบจะเห็นได้ว่า เปาโลต้องการเปรียบเทียบให้ผู้อ่านเห็นภาพว่าคริสตชนไม่ควรเข้าไปมีส่วนร่วมในพิธีกรรมใดๆ ซึ่งจะทำให้ตนเองตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของรูปเคารพและความชั่วร้ายทั้งด้านความคิดและการกระทำ คือไม่ควรยุ่งเกี่ยว (แต่ไม่ได้ให้แยกตัวออกมา หรือสุงสิงด้วย) ต่อกิจการของผู้ที่ไม่เชื่อ เพราะไม่มีวันเข้ากันได้ เหมือนลาและวัว เข้าเทียมกันไม่ได้ครับ เช่นคริสเตียนไม่ทำพิธีบูชาพระพุทธรูป เป็นต้น

ผมเห็นด้วยกับข้อพระคัมภีร์ทุกข้อครับ ถ้าถูกบริบทแห่งพันธสัญญา ตอนนี้พูดในพันธสัญญาใหม่ครับ ซึ่งประยุกต์กับเราได้ทั้งหมดเลยครับ ทุกข้อ แต่ต้องถูกบริบทนะ

แต่บริบทนี้ไม่ควรใช้บังคับเป็นกฏให้ไม่ต้องแต่งงานกับผู้ไม่เชื่อครับ เพราะยกผิดบริบทครับ และการเทศนาผิดบริบทจากข้อนี้ทำร้ายคริสเตียนจำนวนมากที่ แต่งงานแล้วค่อยรับเชื่อ แต่คู่ไม่เห็นด้วย ไม่ได้ช่วยเขาเลยครับ ทำให้จนมุม และจนแต้มในชีวิตกับพระคัมภีร์ที่ยกมาผิดบริบทครับ
 


  คำตอบที่ 25  
 

a

22 ต.ค. 51
เวลา 0:00:22
ส่วนตัวคิดว่า การยกพระคัมภีร์ตอนนี้มา กล่าวถึง การแต่งงาน น่าจะได้นะครับ
เพราะ ในบริบท ก็เกี่ยวกับการดำเนินชีวิต ซึ่ง การแต่งงาน ก็เป็นส่วนหนึ่ง
ในการ มีส่วนร่วม การวางแผน การตกลงที่จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดร่วมกัน และ
ที่สำคัญที่สุด การแต่งงานคือการ เข้าส่วนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
และ พระคัมภีร์ ตอนนี้ก็เป็นตอนที่พูดถึงโดยรวม ไม่ให้เข้าเทียมแอก
ซึ่ง คำว่า เทียมแอก ก็หมายถึง การทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีเป้าหมายเดียวกัน

ถึงแม้นจะเกี่ยวเนื่องกับ ชุมชนดังที่กล่าวมา แต่ พระธรรมตอนนี้เกี่ยวเนื่องกับความ
บริสุทธิ์ และ ไม่บริสุทธิ์ ซึ่งในข้อที่ 14-16 ก็กล่าวไว้
และ ข้อที่ 17 ก็บอก ออกจากสิ่งซึ่งไม่สะอาด
การแต่งงาน การตัดสินใจที่จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฝ่ายหนึ่งยังไม่ถูกชำระให้สะอาด
ยังไม่ถูก กระทำให้เป็นผู้ชอบธรรมโดยความเชื่อ

ผมว่า ก็น่าคิดนะครับ ถึงแม้ว่า ในบริบทจะไม่ได้กล่าวถึงการแต่งงานโดยตรง
แต่ ก็กล่าวถึง การมีส่วนในชุมชน การเป็นส่วนหนึ่งในสังคม การสิ่งหนึ่งสิ่งใด
ร่วมกันกับผู้ที่ไม่เชื่อ (เทียมแอก) ตรงนี้ก็น่าจะนำมาใช้กับการแต่งงานได้ด้วยนะครับ

ก็อย่างว่าแหล่ะครับ ถึงแม้เราจะพยายามตีความหมายพระคัมภีร์ ตามบริบท แต่ เราก็มีจุด
ด้อยของเราเอง ที่ไม่สามารถเข้าใจความหมายได้ทั้งหมด เพราะเราเห็นต่างมุมกัน เนื่อง
ข้อจำกัดในสติปัญญาของเรา
ส่วนตัวผม ผมจะสอน (หนุนใจให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้) ให้เขาแต่งงานกับผู้เชื่อ เพื่อ
สร้างครอบครัวที่จะถวายเกียรติแก่พระเจ้า เพราะ เราไม่สามารถการันตีได้เลยว่า
คนที่เขาจะแต่งงานด้วยที่ไม่ใช่คริสเตียน เขาจะต้อนรับพระเจ้าหรือไม่เมื่อตอนท้าย
เพราะ จากสถิติที่ผม เคยศึกษาค้นคว้า จำนวนของคริสเตียนที่แต่งงานกับคนที่ไม่ใช่คริสเตียน แล้วหย่าร้าง เยอะมาก ๆ มากจนน่าใจหาย โดยเฉพาะโบสถ์ใหญ่ ๆ ในเมือง
และ ผู้หญิงเหล่านั้นก็จะพูดเหมือนกันว่า น่าจะเชื่อฟังพระเจ้าก่อนตัดสินใจ

คือ ไม่ใช้คำว่าต้อง แต่ ขอใช้คำว่าหนุนใจให้แต่งกับคนที่เป็นคริสเตียนเถอะครับ
 


  คำตอบที่ 26  
 

Law&Grace

22 ต.ค. 51
เวลา 8:35:58
ขอบคุณมากครับคุณเอ ในส่วนของการแต่งงานและสถิตินั้นผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับ คุณ amp ครับ ขนาดเชื่อเรื่องเดียวกัน นอนเตียงเดียวกัน ยังเถียงกันเลยครับ เป็นครั้งเป็นคราว คุณ amp ลองคิดดูว่า ถ้าเชื่อกันคนละบริบท ชีวิตจะยุ่งมากเลยครับ

สิ่งหนึ่งซึ่งมีคนเคยสอนผม เขาบอกว่า "Love is a choice" ครับ ความรักคือการเลือก เราสามารถเลือกที่จะรักได้ครับ ถึงแม้ว่าเราไม่อยากจะรัก ความรักเป็นความรู้สึกก็จริง บังคับยากก็จริง แต่เรากำหนดเลือกได้ครับ เหมือนพระคริสต์ เลือก ที่จะรักเรา ถึงแม้เราไม่น่ารัก

ส่วนเรื่องบริบทข้อนี้ ที่โบสถ์ผมก็สอนแบบนี้ครับ ผมเองก็เคยใช้ข้อนี้สอนอนุชนวัยรุ่น ตอนนี้ผมอยากไปขอโทษเขาแต่ไม่เจอกันแล้ว

เนื่องจาก "ข้อจำกัดในสติปัญญาของเรา" และ "เราไม่สามารถเข้าใจความหมายได้ทั้งหมด" และ "เราจะเห็นต่างมุม" อย่างที่คุณเอว่านั่นหละครับ เราจึงต้องจำกัดการตีความพระคัมภีร์ตามบริบทที่มีอยู่จริง ไม่ใช่ตามใจ หรือ ตามอารมณ์ หรือ ตามที่ได้ยินมา หรือ ตามบทเทศนาตามหัวข้อที่เราตั้งไว้ ครับ ทุกครั้งที่เราอ่านเรารู้ครับว่าเขียนว่าอย่างไร แต่หลายครั้งเราไม่รู้ว่าหมายความว่าอย่างไร เพราะหลุมพรางของบริบทนี่แหละครับ เราต้องจำกัดสติปัญญาของเราออก และให้พระคัมภีร์สื่อความหมายในที่ควรจะสื่อตามข้อนั้นๆ แล้วเราจะเห็นว่าข้อนั้นๆที่เราใช้นั้น "เป็นส่วนหนึ่ง" ของบริบทใหญ่คือพันธสัญญาใหม่ ถ้าข้อๆนั้นเราตีความแล้ว "ขัด" กับบริบทใหญ่คือพันธสัญญา เราต้องกลับมาคิดดูว่า เราต้องผิดพลาดตรงไหนแน่ๆ เพราะเราจะยืนอยู่บนความจริงที่ว่า พระคัมภีร์ได้รับการดลใจจากพระเจ้า และ ต้องไม่ขัดกันเองครับ (่อ่านเพิ่มเติมจากกระทู้นี้ข้างต้นได้ครับ)

ถ้าเราใช้ข้อใดข้อหนึ่งที่ผู้เขียนตอนที่เขียนไม่ได้มีเจตนาจะให้เอาไปประยุกต์แบบนั้นเลย แล้วเราลากเอาไปตัดแปะประกบกับที่เรามีอยู่และ ผัน ข้อเหล่านั้นให้หมายความในสิ่งที่เราคิดว่าใช่ เพื่อสนับสนุนความคิดอันใดอันหนึ่ง หรือ เพื่อใช้สอน คนที่เราสอนก็จะจำติดไปด้วยครับ ข้อนี้โบสถ์ผมก็สอนครับ แต่ผมคิดว่าท่านเปาโลตอนที่เขียนนั้น ไม่ได้จงใจเขียนในบริบทการแต่งงานเลยสักนิดเดียวครับ เพียงแต่เมื่อเราอ่านแล้วเรามองไปที่ 2 ข้อนี้ มันสอดคล้องครับ มัน "น่าจะ" ใช้ได้ เหมือนอย่างที่คุณ เอ พยายามอธิบายนั่นล่ะครับ

ข้อนี้ในความคิดของผมนะครับ คุณเอ

เปาโลสอนคริสตชนโครินธ์ว่าพวกเขาควรแยกตัวออกจากกลุ่มคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า ทำให้บางคนเข้าใจข้อความตอนนี้ผิดไป คิดว่าคริสตชนไม่ควรคบหาสมาคมกับคนที่ไม่เชื่อพระเจ้าทุกคน หรือแม้แต่พี่น้องคริสตชนที่มีความเชื่อแตกต่างจากกลุ่มของตนเอง แต่เปาโลมิได้หมายความเช่นนั้น (1คร.5:9-11; 7:12-15; 10:27; 14:22-25) สิ่งที่เปาโลต้องการเน้นคือสังคมของคริสตชนควรจะบริสุทธิ์ไร้ตำหนิ แตกต่างจากสังคมของคนที่กระทำผิดศีลธรรม หรือคนที่นับถือรูปเคารพเป็นต้น (1คร.6:18; 10:4) เปาโลอ้างข้อความหลายตอนในพระคัมภีร์เดิมเพื่อสนับสนุนคำกล่าวนี้
อย่าเข้าเทียมแอก เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พระคัมภีร์เดิมกล่าวห้ามคนอิสราเอลไม่ให้เทียมสัตว์สองประเภท คือ ลาและวัวเข้าด้วยกัน (ฉธบ.22:10) เปาโลต้องการเปรียบเทียบให้ผู้อ่านเห็นภาพว่าคริสตชนไม่ควรเข้าไปมีส่วนร่วมในพิธีกรรมใดๆ ซึ่งจะทำให้ตนเองตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของรูปเคารพและความชั่วร้ายทั้งด้านความคิดและการกระทำ

ถ้ายังฝืนใช้ ผมว่าก็พอกล้อมแกล้มครับ แต่ผมว่าใช้ข้ออื่นตรงบริบทตรงไปตรงมากว่าเยอะ เช่นข้อเหล่านี้ครับ และยังมีอีกหลายข้อ ในเมื่อเรามีข้อที่ชัวร์ แล้วจะไปยกข้อที่ "น่าจะ" ทำไมครับ :-)

เรื่องที่พวกท่านเขียนมานั้นขอตอบว่า การที่ผู้ชายไม่ข้องแวะกับผู้หญิงเลยก็ดีแล้ว 2แต่เพื่อป้องกันการล่วงประเวณี ผู้ชายทุกคนควรมีภรรยาเป็นของตน และผู้หญิงทุกคนมีสามีเป็นของตน 3สามีพึงประพฤติต่อภรรยาตามควร และภรรยาก็พึงประพฤติต่อสามีตามควรเช่นเดียวกัน 4ภรรยาไม่มีอำนาจเหนือร่างกายของตน แต่สามีมีอำนาจเหนือร่างกายของภรรยา ทำนองเดียวกันสามีไม่มีอำนาจเหนือร่างกายของตน แต่ภรรยามีอำนาจเหนือร่างกายของสามี 5อย่าปฏิเสธการอยู่ร่วมกันเว้นแต่ได้ตกลงกันเป็นการชั่วคราว เพื่ออุทิศตัวในการอธิษฐาน แล้วจึงค่อยมาอยู่ร่วมกันอีก เพื่อมิให้ซาตานชักจูงให้ทำผิดเพราะตัวอดไม่ได้ 6ข้าพเจ้ากล่าวเช่นนี้เป็นการอนุญาต ไม่ใช่เป็นการสั่ง 7ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะให้ทุกคนเป็นเหมือนข้าพเจ้า แต่ทุกคนก็ได้รับของประทานจากพระเจ้าเหมาะกับตัว คนหนึ่งได้รับอย่างนี้ และอีกคนหนึ่งได้รับอย่างนั้น
8ข้าพเจ้าขอกล่าวแก่คนที่ยังเป็นโสดและพวกแม่ม่ายว่า การที่เขาจะอยู่เหมือนข้าพเจ้าก็ดีแล้ว 9แต่ถ้าเขายั้งใจไม่อยู่ ก็จงแต่งงานเสียเถิด เพราะแต่งงานเสียก็ดีกว่ามีใจเร่าร้อนด้วยกามราคะ
10ส่วนคนที่แต่งงานแล้ว ข้าพเจ้าขอสั่ง มิใช่ข้าพเจ้าสั่งเอง แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงบัญชาว่า อย่าให้ภรรยาทิ้งสามี 11แต่ถ้านางทิ้งสามีไป อย่าให้นางไปมีสามีใหม่ หรือไม่ก็ให้นางกลับมาคืนดีกับสามีเก่า และขออย่าให้สามีหย่าร้างภรรยาเลย
12ข้าพเจ้าขอกล่าวแก่คนอื่นๆนอกจากคนพวกนี้ (องค์พระผู้เป็นเจ้ามิได้ตรัส) ว่า ถ้าพี่น้องคนใดมีภรรยาที่ไม่เชื่อในพระคริสต์ และนางพอใจที่จะอยู่กับสามี สามีก็ไม่ควรหย่านาง 13ถ้าหญิงคนใดมีสามีที่ไม่เชื่อในพระคริสต์ และสามีพอใจที่จะอยู่กับนาง นางก็ไม่ควรหย่าสามีนั้นเลย 14เพราะว่าสามีที่ไม่เชื่อในพระคริสต์นั้น ได้รับการทรงชำระให้บริสุทธิ์ทางภรรยา และภรรยาที่ไม่เชื่อในพระคริสต์ ก็ได้รับการทรงชำระให้บริสุทธิ์ทางสามี มิฉะนั้นลูกของท่านก็เป็นมลทิน แต่บัดนี้เด็กเหล่านั้นก็บริสุทธิ์ 15แต่ถ้าคนที่ไม่เชื่อในพระคริสต์จะแยกไป ก็จงให้เขาไปเถิด เรื่องเช่นนี้ไม่จำเป็นที่พี่น้องชายหญิงจะผูกมัดให้จำใจอยู่ด้วยกัน เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงเรียกเราให้อยู่อย่างสงบ 16ดูก่อนท่านผู้เป็นภรรยา ไฉนท่านจะรู้ได้ว่าท่านจะช่วยสามีให้รอดได้หรือไม่ ดูก่อนท่านผู้เป็นสามี ไฉนท่านจะรู้ได้ว่าท่านจะช่วยภรรยาให้รอดได้หรือไม่ 17อย่างไรก็ตาม องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงประทานฐานะแก่แต่ละคนอย่างไร เมื่อพระเจ้าได้ทรงเรียกให้เขามาแล้ว ก็ให้เขาดำรงอยู่ในฐานะนั้น ข้าพเจ้าขอสั่งให้คริสตจักรทั้งหมดทำตามดังนั้น 27ท่านมีภรรยาแล้วหรือ อย่าหาช่องที่จะทิ้งภรรยาเลย ท่านเป็นคนตัวเปล่าหรือ อย่าหาภรรยาเลย
39ตราบใดที่สามียังมีชีวิตอยู่ ภรรยาก็ต้องอยู่กับสามี ถ้าสามีตาย นางก็เป็นอิสระจะแต่งงานกับชายใดก็ได้ตามใจ แต่ต้องแต่งงานกับผู้ที่เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า 40แต่ตามความเห็นของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเห็นว่า ถ้านางอยู่คนเดียวจะเป็นสุขกว่า และข้าพเจ้าคิดว่าพระวิญญาณของพระเจ้าทรงสถิตอยู่ฝ่ายข้าพเจ้าด้วย

แค่ต้องระวังข้อ 12-17 เปาโลหมายความถึงคนที่แต่งงานไปก่อนแล้ว และคู่ฝ่ายหนึ่งมารับเชื่อ ไม่ได้หมายความว่า ยังไม่ได้แต่งแล้วให้เลือกแบบนั้นครับ

ผมว่าข้อ 39-40 ใช้สอนได้ดี และตรงบริบทที่ต้องการทราบครับ บริบทนี้เป็นเรื่องของชีวิตคู่ แบบตรงไปตรงมาครับ แล้วเราก็อ่านได้เข้าใจอย่างตรงไปตรงมา ไม่ต้องตีความไปเข้าหาความคิดที่เราพยายามดึงไปครับ

หวังว่าคุณ​ AMP จะได้ประโยชน์นะ
 


  คำตอบที่ 27  
 

ความเชื่อเดียว

22 ต.ค. 51
เวลา 9:04:05
แม้เชื่อ..พระเจ้าองค์เดียวกัน มีพระคัมภีร์...เล่มเดียวกัน ตีความแตกต่างกัน....ไม่แปลก
จะตีความตามบริบท ก็เล็งถึงความรอด............จะตีความตาม ที่พระวิญญาณตรัสกับเรา(เรม่า) ก็สามารถ......

อีบรู4.12 เพราะว่า พระวจนะของพระเจ้านั้นไม่ตายและทรงพลานุภาพอยู่เสมอ คมยิ่งกว่าดาบสองคมใดๆ แทงทะลุกระทั่งจิตและวิญญาณ ตลอดข้อกระดูกและไขในกระดูก และสามารถวินิจฉัยความคิดและความมุ่งหมายในใจด้วย

13 ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดซ่อนไว้พ้นพระเนตรพระองค์ แต่ตรงข้ามทุกสิ่งปรากฏแจ้งต่อพระองค์ผู้ซึ่งเราต้องสัมพันธ์ด้วย
 


  คำตอบที่ 28  
 

a

22 ต.ค. 51
เวลา 10:45:30
ใช่ครับ ข้อ 39 ก็อธิบายได้ชัดเจนดีครับ
ขอบคุณครับที่ยกมา
 


  คำตอบที่ 29  
 

Law&Grace

22 ต.ค. 51
เวลา 11:16:35
ข้อที่ยกมาก็ดีนะครับ แต่หมายความว่าอย่างนี้ครับ

เมื่อพระวจนะ วินิจฉัยความคิด ของเรา หมายความว่า เราอาจคิดผิด คิดไม่ดี คิดอยากจะทำบาปครับ และพระคัมภีร์จะวินิจฉัยว่าสิ่งที่เราคิดหรือทำอยู่นั้นไม่ดี เป็นความมุ่งหมายในใจที่ผิด เมื่อพระคัมภีร์กล่าวตรงกันข้ามเช่นนั้น เราก็จะต้องคิดใหม่ครับ เมื่อพระคัมภีร์แจ้งตรงกันข้ามไว้ว่าเรามุ่งหมายผิด และความคิดของเราผิด ก็คือทุกอย่างปรากฎแจ้งต่อพระเจ้าครับ พระคัมภีร์จะฟ้องว่าผิดไงครับ ปฏิเสธไม่ได้ จึงปรากฎแจ้งเช่นนั้น

เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ทำสลับกันไงครับ คือ ไม่เราความคิดและความมุ่งหมายในใจ ไปวินิจฉัย พระคัมภีร์ แต่ต้องให้พระคัมภีร์โดยความหมายที่แท้จริง ที่มีความหมายเดียวตามบริบทนั้น วินิจฉัยความคิดและความมุ่งหมายในใจของเราต่างหาร

เราจะรู้ได้อย่างไรครับว่า เราตีความตามที่พระวิญญาณตรัส หรือ จิตใจเราที่เต็มไปด้วยบาปเป็นคนตีความ เพราะคริสเตียนมีทั้งสองอย่างอยู่ คือมีพระวิญญาณ และก็มีร่างกายที่ขายอยู่ใต้บาป และมีบาปของอาดัมติดมาในสายเลือด ไม่มีวันหมดไปตราบที่ยังมีลมหายใจ

ผมจึงพยายามชี้ให้เห็นไงครับว่า ในเมื่อเราไม่รู้ว่าข้อความที่เราตีความอยู่นี้ เป็นความมุ่งหมายของเราที่อาจเป็นบาป และเราพยายามเอาพระคัมภีร์ที่เราตกหลุมพรางบริบทไปปกคลุม สนับสนุน ความคิดนั้น โดยที่เราเองก็ไม่รู้ตัวนะครับ และไม่ได้ตั้งใจด้วยครับ ในเมื่อเราไม่รู้ และเราอยากตามพระวิญญาณ เราจึงต้องตีความพระคัมภีร์ อย่างที่พระคัมภีร์ต้องการสื่อความหมายเช่นนั้น

สิ่งหนึ่งซึ่งเราต้องสำนึกไว้เสมอคือ พระเจ้าเราเป็นพระเจ้าเดียวครับ ถ้าพระองค์ดลใจพระคัมภีร์เล่มนี้ขึ้นมาและเราเชื่อพระคัมภีร์เล่มนี้ เราต้องเชื่อด้วยว่าพระเจ้าไม่ได้ดลใจ หลายแบบ หรือ หลากหลายขึ้นอยู่กับแต่ละคนจะไปประยุกต์ใช้ อย่างที่เราพยายามอธิบายหรอกครับ ผมว่าข้อเขียนทั้งสิ้นเป็นอย่างนี้นะ ไม่ว่าจะเป็นเราอ่านการ์ตูน อ่านชิ้นงานโฆษณา อ่านนิยาย อ่านบทความ อ่านหนังสือเรียน ผู้เขียนล้วนมีจุดมุ่งหมายเดียว คือพยายามสื่อความคิดของคนที่เขียน ซึ่งมีความคิดเดียว มีความตั้งใจเดียว ให้คนอ่านเข้าใจ ส่วนมากข้อเขียนจึงมีบทนำไงครับ และหลายครั้งก็มีบทสรุป เพื่อจะรวบยอดความคิดของผู้เขียนให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อง่ายแก่การเข้าใจ ไม่ให้คนอ่านสับสนแล้วไปจับบางส่วน ไปตีความเป็นอย่างอื่น นอกบริบท

ยิ่งกว่านั้นสักเท่าไร พระวจนะของพระเจ้าซึ่งดลใจโดยพระเจ้าที่เป็นหนึ่งเดียว เที่ยงแท้องค์เดียว จะให้เราหลากหลายความหมายได้อย่างไร พระองค์เป็นจุดศูนย์กลางของพระคัมภีร์​ เราต่างหากที่ต้องโคจรล้อมรอบพระองค์เพื่อแสวงหาสิ่งที่พระเจ้าต้องการบอกเรา เราจึง "ตัด" ความมุ่งหมายในใจของเราออก และความคิดของเราซึ่งเจือปนบาปออก และเพ่งเล็งไปที่สติปัญญาของพระเจ้า คือพระคัมภีร์ตามที่หมายความมุ่งหมายไว้เท่านั้น

การที่เราจะทำอย่างนี้ได้ เราต้องให้ความสำคัญของ บริบท ครับ

เราค่อยๆไปด้วยกันครับ สิ่งที่ผมทำเป็นประจำก็คืออย่างนี้ครับ ทุกครั้งก่อนผมเปิดพระคัมภีร์ผมจะอธิษฐานอย่างนี้ครับ "ข้าแต่พระเยซูคริสต์เจ้า ผู้เป็นพระเจ้าองค์เดียว เที่ยงแท้องค์เดียว ผู้ซึ่งอยู่ในผม และดำเนินชีวิตผ่านทางผม ผมขอให้พระวิญญาณของพระองค์เปิดเผยสิ่งที่เกี่ยวกับพระคริสต์ ผ่านทางตัวหนังสือเหล่านี้" เพราะพระเจ้าสัญญาไว้ครับว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทำให้เรารู้แจ้ง เรื่องพระคริสต์ ผ่านทางพระคัมภีร์ครับ

แล้วเวลาผมอ่าน ผมจะพยายามไม่มองหัวเรื่องที่สอดแทรกอยู่ในแต่ละบท หรือระหว่างบท ที่เป็นตัวดำๆ ที่เป็นบทสรุปนั่นล่ะครับ เพราะอันนั้นจะทำให้เรามุ่งจุดสนใจไปที่สิ่งนั้น อีกอย่างหนึ่ง ผมจะลืมไปว่าผมเห็นตัวเลขอยู่ ผมจะพยายามไม่มองว่าบทใด ข้อใด ผมจะพยายามอ่านโดยคำนึงถึงว่าเป็นจดหมายฝาก และเป็นหลักข้อเชื่อ (ถ้าเป็นพันธสัญญาใหม่) และคำนึงถึงว่าข้อความนี้สำแดงพระเยซูคริสต์อย่างไร (ถ้าเป็นพันธสัญญาเดิม) และผมจะไม่ขีดเส้นใต้ข้อใดข้อหนึ่ง และจะไม่เอาปากกาไปไฮไลต์ครับ เพราะคราวหน้าถ้าผมกลับมาอ่าน ผมจะเห็นแต่ข้อที่ผมขีดเส้นใต้ไว้ โดยจะเด่นกว่าข้ออื่นที่เป็นบริบทสนับสนุนครับ พระคัมภีร์ก็จะสะอาดด้วยครับ แต่อาจจะเก่าหน่อย เหมือนอาจารย์สมศักดิ์​ ชูสงฆ์ว่า พระคัมภีร์เก่า คนใหม่ พระคัมภีร์ใหม่ คนเก่าครับ

ลองใช้ดูสิครับ ไม่ลองไม่รู้ นะ...

รักในพระคริสต์
คงศักดิ์
 


  คำตอบที่ 30  
 

a

22 ต.ค. 51
เวลา 13:58:45
พอผมดูตรงนี้แล้วผมยิ่งมั่นใจว่า บางอย่างบางแนวทาง เราต่างกันได้ แต่ เรา เชื่อใน
พระเจ้าเดียวกัน เรา รักพระเจ้าเดียวกัน เราพึ่งพาองค์พระวิญญาณเดียวกัน

เช่น อาจารย์บางท่านสอนว่า พระคัมภีร์เก่า คนใหม่ พระคัมภีร์ใหม่ คนเก่า
แต่ อีกท่านสอนว่า พระคัมภีร์สกปรก (ขีด เขียน เน้นสิ่งที่เรียนรู้) ในสะอาด พระคัมภีร์
สะอาดใจสกปรก ซึ่ง ส่วนมากมันก็เป็นความจริง เพราะ ส่วนมาก พระคัมภีร์สะอาดหมายถึงไม่เคยเปิดอ่าน
เราต้องยอมรับจริง ๆ ครับ ว่า เรามีข้อจำกัด นักศาสนศาสตร์มีชื่อเสียงระดับโลก ยัง
มีหลักข้อเชื่อบางข้อแตกต่างกัน ดังที่เราเห็นจาก บรรพบุรุษแห่งความเชื่อในอดีต
ดังนั้น เราต้องช่วยกันสอน ในสิ่งที่จะเสริมสร้าง ไม่ ให้ผู้ดำเนินชีวิตคริสเตียนที่ดี ไม่เสี่ยง
ในการที่จะทำบาป มีหลักในการดำเนินชีวิตของผู้ชอบธรรม โดยความเชื่อ (By Grace)
และ ต้องดำเนินชีวิตตามที่พระเจ้าได้ทรงตั้งไว้ให้เรากระทำ
( เอเฟซัส 2:8-10)

ผมต้องยกย่องพระเจ้าใน คุณ คงศักดิ์ ที่ รักพระเจ้า และมีท่าทีที่ดีในการที่จะให้ความเข้า
ใจในพระคำของพระเจ้า ถึงแม้ว่าบางอย่าง เราอาจจะมีหลัก และ ความเข้าใจไม่เหมือนกัน
แต่ผมเห็น พระเจ้าในตัวคุณ ขอให้เป็นพระพรกับพี่น้อง ที่นี่ต่อไปครับ
 


  คำตอบที่ 31  
 

Amp

22 ต.ค. 51
เวลา 14:17:52
ขอบคุณสำหรับคำตอบจากพี่คงศักดิ์ครับ
 


  คำตอบที่ 32  
 

Law&Grace

22 ต.ค. 51
เวลา 16:25:00
ดีใจครับที่คุณ​ a เข้าใจ ผมเองก็เปิดรับการเรียนรู้ใหม่ๆเสมอครับ แต่ผมเองก็จะแยกแยะในการรับสาส์นด้วยครับ แล้วผมก็คิดตามเหมือนกับคุณ a นี่หละครับ

ในประเด็นพระคัมภีร์ใหม่เก่านั้น หรือสะอาดหรือสกปรกนั้น ก็สอนในประเด็นเดียวกันครับคือ เราอ่านบ่อยๆ เพื่อจะรู้จักพระคริสต์มากขึ้น และเติบโตในพระคุณของพระองค์ พระคัมภีร์จะสกปรกหรือสะอาด หรือจะเก่าจะใหม่ ถ้าเราอ่านก็ OK ครับ สิ่งที่ผมพยายามสื่อคือ การไม่ขีดเขียนอาจช่วยได้ในกรณีที่เราจะมองไม่เห็นข้อใดข้อหนึ่งเด่นชัดขึ้นจนเราโน้มเอียงไปมองเห็นข้อนั้นจนไม่ได้มองบริบทครับ สำหรับผมแล้วทุกข้อมีความหมายซึ่ีงกันและกันเท่ากันหมดครับ และเราจะพบว่าเมื่อเราอ่านพระคัมภีร์ในแบบที่พระคัมภีร์เป็น เราจะเข้าใจได้ดีขึ้นครับ และเราจะไม่ตกหลุมพรางผิดบริบทเพราะบางข้อ อีกประการหนึ่งจะทำให้เรายิ่งแม่นขึ้นอีกในการหาข้อนั้นๆ โดยที่ตาเราไม่สะดุดกับข้อที่เราขีดไว้ นั่นคือสิ่งที่ผมต้องการอธิบาย ซึ่งเป็นแค่วิธีการที่ผมคิดว่าดีเท่านั้น และอาจมีประโยชน์ แต่ใครจะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ครับ

ผมเองก็เคยขีดเขียนครับ ตอนแรกๆ ซึ่งก็ดีครับ ทำให้เราจำได้ ผมเคยใช้ปากกา 2 สีครับ แต่ในที่สุดขีดไปเขียนมาพระคัมภีร์ก็สกปรกขึ้นครับ แต่ตัวผมก็ยังเป็นคนเดิม คือทำบาปอยู่ครับ ไม่เคยหนีหายไปเลย ปัญหาไม่ได้อยู่ที่พระคัมภีร์ครับ ปัญหาอยู่ที่ผมนี่แหละ หรือเรานี่แหละ ประเด็นก็คือ ชีวิตไม่ได้อยู่ในพระคัมภีร์ แต่อยู่ในพระคริสต์ เราจึงต้องอยู่ด้วยชีวิตของพระองค์ผ่านทางเรา ไม่ได้อยู่ด้วยพระคัมภีร์ครับ เรามีชีวิตใหม่โดยพระคริสต์ ไม่ใช่มีวิถีชีวิตใหม่โดยพระคัมภีร์ สองคำนี้คล้ายกัน แต่ตรงกันข้ามกันเลยครับ เมื่อพระเยซูเป็นศูนย์กลาง เราวนเวียนรอบพระองค์ แล้วเมื่อเรามองพระคัมภีร์ มองในฐานะที่เป็น ไดอารี่ของพระเจ้า สำแดงให้เห็นพระเยซูคริสต์ พระคัมภีร์มิได้ให้เราโตหรอกครับ พระเยซูที่อยู่ในเราต่างหากอาศัยพระวจนะให้เราเติบโตได้

พระคัมภีร์ไม่ได้เป็นหนังสือวิเศษที่ให้คนมีความรู้ใช้กำหราบคนบาปครับ
แต่เป็นหนังสือชีวิตที่เรียบง่าย ใช้ช่วยเหลือคนบาปเช่นเราครับ

โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผ่านทางการเปิดเผยทางพระคัมภีร์ ทำให้รู้ถึงว่าพระคุณของพระเจ้านั้นมีมากเพียงไร ล้ำลึกเพียงใดครับ

ขอพระเจ้าอวยพรคุณ a นะ

คุณ amp จะแต่งงานหรือครับ ยินดีต้อนรับเข้าสู่สโมสรคนไม่โสดครับ ฮ่าๆๆ เดี๋ยวจะรู้

 


  คำตอบที่ 33  
 

หลงทาง

12 ต.ค. 52
เวลา 14:31:54
บริบทนั้นคือเลนส์ส่องที่ถูก คือเราต้องดูข้อ หรือ บท หรือ เล่มหลักก่อนว่ามีความหมายหลักโดยรวมว่าอย่างไร เขียนให้ใคร เขามีปัญหาอะไร เขียนเมื่อไร เขียนที่ไหน ต้องการเขียนไปเพื่อสอน หรือ ไปแก้ไขสิ่งใด เกี่ยวกับเราหรือไม่ ประยุกต์กับเราได้หรือไม่

คำเหล่านี้
เป็นคำพูดที่เหลวไหลที่สุด ที่นิยมเน้นสอนกันตามคริสตจักรทัวๆไป

ความเป็นจริงในบันทึกโบราณทั้งเก่าและใหม่ ไม่เคยมีบริบท
ข้อ หรือ บท ยกเว้นเฉพาะสดุดีเท่านั้น

หากเราย้อนกลับไปดูพระคัมภีร์ฉบับก่อนปี 1971จะเห็นได้ชัดเจนว่า ส่วนใหญ่มันไม่มีเลขข้อใดที่ตรงกับคำในฉบับตั้งแต่ปี 1971 เพราะสมัยก่อนหน้าปี 1971 จะนิยมเขียนเลขข้อไว้ที่ต้นบรรทัดของหนังสือ แล้วแต่หนังสือเล่มที่พิมพ์จะกว้างเท่าใด

อีกทั้งคำบริบทสมัยก่อนปี 1971 จะนิยมเขียนไว้ที่หัวกระดาษบนสุดของทุกๆหน้า และจะมีเพียงหน้าละ 1 บริบทเท่านั้น ตามความเข้าใจของผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ที่ต้องการชี้นำความคิดของผู้อ่าน

สำคัญที่สุดคือคำเหล่านี้ไม่ใช่คำของพระเจ้า แต่ดันมีสอดแทรกเพิ่มเติมเข้ามาในพระคัมภีร์ จนเป็นเหตุให้หลายคนหลงผิดคิดไปว่าคำเหล่านั้นเป็นคำของพระเจ้า

เราสามารถเข้าใจผิดทุกครั้งเมื่อมองที่ บทที่
และข้อที่ และการว้นรรคตอน เพื่อขึ้นบรทัดใหม่ ในข้อบทที่ ? ด้วยอักษรตัวโตๆ และเน้นคำบริบทกับเน้นให้อักษรหนาเป็นพิเศษ

พระคัมภีร์ฉบับปีปัจจุบัน แต่ละสำนักพิมพ์ต่างเน้นเขียนคำบริบทที่แตกต่างกันออกไป บางสำนักพิมพ์เพิ่มคำและการเว้นวรรคตอนเพิ่มขึ้นอีกหลายบริบท แต่บางสำนักพิมพ์กลับตัดออกทิงไปหลายคำบริบท


เขียนให้ใคร เขามีปัญหาอะไร เขียนเมื่อไร เขียนที่ไหน ต้องการเขียนไปเพื่อสอน หรือ ไปแก้ไขสิ่งใด เกี่ยวกับเราหรือไม่

ฮีบรู 4:12 เพราะว่าพระวจนะของพระเจ้านั้น ไม่ตาย
และทรงพลานุภาพ อยู่เสมอ

โรม 15:4 เพราะว่าสิ่งที่เขียนไว้ในสมัยก่อนนั้น
ก็เขียนไว้เพื่อสั่งสอนเรา
เพื่อเราจะได้มีความหวังโดยความเพียรและความชูใจด้วยพระคัมภีร์

แต่เวลาตัวเองอธิบายโดยไม่ยกข้อพระคัมภีร์ในคอลัมน์อื่นๆ ตัวเองกลับอธิบายโดยอ้างว่าโดยความเข้าใจและความจำได้ของตัวเอง

แต่ถ้าหากจะยกข้อพระคำภีร์ประกอบไปด้วย ทุกคำที่พูดที่ตัวเองกำลังอธิบายออกมา นั้นก็คือตัวเองกำลังมั่วบริบทไม่แตกต่างอะไรกับคนที่เน้นข้อพระคัมภีร์ ดังนั้นที่ตัวเองกำลังทำนั้นอยู่นั้นก็คือสิ่งที่ตัวเองกำลังสอนต่อต้านอยู่ ว่าต้องดูบริบท บท และข้อ

เพียงแต่พูดด้วยนิ้วมือที่คล่องแคล่วในการพิมพ์+การขี้เกียจหาข้อ+บท ที่ตัวเองกำลังพูดถึงเท่านั้นเอง

และตัวเองกลับหลงผิด คิดไปว่าคนที่ใช้โปรแกรมพระคัมภีร์เขาอ่านมาน้อยกว่าตัวและจำได้น้อยกว่าตัวเองจำความได้ไม่เท่าตัวเอง

หลงทางเสียแล้ว

1 เธสะโลนิกา 1:5 และข่าวประเสริฐของเราที่มาถึงท่าน มิใช่มาด้วยถ้อยคำเท่านั้น แต่ด้วยฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์

1 โครินธ์ 1:17 เพราะว่าพระคริสต์มิได้ทรงใช้ข้าพเจ้าไปเพื่อให้เขารับบัพติศมาแต่เพื่อให้ประกาศข่าวประเสริฐ

และมิใช่ด้วยชั้นเชิงอันฉลาดในการพูด

เกรงว่าเรื่องกางเขนของพระคริสต์จะหมดฤทธิ์เดช


 


  คำตอบที่ 34  
 

เสนอ

16 ต.ค. 52
เวลา 10:38:15
...สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดเกี่ยวกับการทำงานกับผู้เชื่อใหม่เท่าที่ผมรู้คือ เมื่อพวกเขาเข้าใจสิ่งหนึ่งจากพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาจะรีบปฏิบัติตามด้วยความกระตือรือร้น ที่เป็นอย่างนี้เพราะพวกเขาเป็นคริสเตียนไม่นานพอที่จะเรียนรู้ความเฉโกดังเช่นคริสเตียนเก่าแก่อย่างเรามักช่ำชองกัน พวกเราจะมีวิธีหลีกเลี่ยงความจริงหลายแบบ เมื่อพบบางอย่างในชีวิตที่ยังไม่อยากเปลี่ยนแปลง เราจะชักแม่น้ำทั้งห้าเพื่อแก้ตัว อย่างเช่น "ข้อความนี้เกี่ยวกับชาวยิวเท่านั้น" น่าแปลกที่พวกเรามักโยนความรับผิดชอบมากมายให้กับชาวยิว...

จากหนังสือ การสอนที่มีอานุภาพเปลี่ยนชีวิต ฮาเวิร์ด เฮ็นด์ริคส์
 


  คำตอบที่ 35  
 

เต้ยคุง

16 ต.ค. 52
เวลา 10:49:04

แวะเข้ามาดู

ฝากใว้เป็นข้อคิดดูว่า ถ้าอ่านพระคัมภีร์แล้วไม่เข้าใจ ก็ลองถามเจ้าของพระคัมภีร์ (พระเยซู) ดีกว่าใหม

[ciolor=blue]
John 5:39-40

39 จงค้นดูในพระคัมภีร์ เพราะท่านคิดว่าในพระคัมภีร์นั้นมีชีวิตนิรันดร์ และพระคัมภีร์นั้นเป็นพยานถึงเรา

40 แต่ท่านทั้งหลายไม่ยอมมาหาเราเพื่อจะได้ชีวิต
 


| หน้า 1 2 |


กรุณาloginก่อนโพสต์
  
Jaisamarn Full Gospel Church 10-12 soi 6 sukhumvit Rd. klongtoey Bangkok
Tel. +66(0)2253-0082 , +66(0)2253-9081-4 FAX +66(0)2653-0127