ตอบคำถามเพิ่ม คลิกที่นี่
 
  วันนี้ลองเปิดใจไปนมัสการที่โบสถ์แล้ว  
 

วริทรานันท์

19 พ.ย. 49
เวลา 17:56:04

พิมพ์
แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน
เห็นคริสเตียนแถวนี้บอกว่าให้ลองเปิดใจดู
เราก็เปิดใจแล้ว
เราเตรียมตัวจริงจัง3อาทิตย์ ศึกษาเรื่องพระเจ้ามา6เดือน คุยเรื่องพระเจ้ากับเพื่อนคริสเตียน
ฟังเพลง อ่านหนังสือคริสเตียน ได้ฟังเทศน์
ไปโบสถ์ก็มีใจอธิษฐาน ตั้งใจรับสิ่งดีๆอย่างสุดๆ


สรุปว่า

ก็รู้สึกโอเค
แต่มันทำให้เรามั่นใจในความเป็นพุทธมากขึ้น

สบายใจที่ได้รับคำตอบแล้ว
ไร้ความกังขา
 


คำตอบที่ 1-20 ทั้งหมด 33 คำตอบ | หน้า 1 2 |
  คำตอบที่ 1  
 

- -a

19 พ.ย. 49
เวลา 21:07:34
งง พะยะค่ะ
 


  คำตอบที่ 2  
 

- -a

19 พ.ย. 49
เวลา 21:12:34
งั้นขอให้คุณมั่นใจไปตลอดรอดฝั่งละกันนะครับ
แต่ถึงอย่างไรพระเจ้าก็รักคุณครับ
 


  คำตอบที่ 3  
 

พุทธะ

20 พ.ย. 49
เวลา 10:55:19
ฝากคุณ วริทรานันท์ ขออนุโมทนาให้คุณตั้งใจทำให้ถึงความสำเร็จนะครับ(ยิ่งกว่าได้ด็อกเตอร์)
ศาสนาพุทธ
ประเภท : อเทวนิยม
พระเจ้า : ไม่มี
ศาสดา : พระพุทธเจ้า
คัมภีร์ : พระไตรปิฎก
นิกาย : หินยาน = ยานเล็ก = เถรวาท คือ ไทย, พม่า, ศรีลังกา, เขมร, ลาว
เป้าหมายชีวิต : การไปสู่นิพพานไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป
(อนัตตา=ไม่มีตัวตน=ความว่างสมบูรณ์)

_พระนิพพานบรมสุข องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระอรหันตเจ้าทั้งหลาย ณ เวลานี้ ทรงสถิตอยู่ ณ ที่ใด
พระองค์ดับสูญ หมดความนึกคิด ไม่เหลืออะไรเลย
_________________________________
โดย-ท่านพุทธทาสภิกขุ ..... การเชื่อว่า วิญญาญหรือจิตของพระพุทธองค์เป็นอมตะ คอยเฝ้าดูพวกเราหรือโลกอยู่มาจนบัดนี้นั้นเป็นของขบขันเหลือเกิน ความเชื่อว่าจิตหรือวิญญาณของพระพุทธองค์ยังเหลืออยู่เป็นความเชื่อที่ขวางกับหลักธรรมะและเหตุผลทั่วไปอย่างรุนแรง.....
ท่านพุทธทาสภิกขุ
..... บางคนเชื่อว่า พระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์นิพพานแล้ว ยังมีอะไรเหลืออยู่อีก เช่นเชื่อกันว่าพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าที่มีอยู่ในโลกนี้ จะรวมตัวกันเป็นองค์ พระพุทธเจ้าขึ้นแล้วทำการปรินิพพานอีกครั้ง ซึ่งเรียกว่า ธาตุอันตรธาน ดังในหนังสือปฐมสมโพธิกถานั้นก็ดี หรือที่เชื่อกันว่าเจดีย์ต่างๆ ที่สำคัญๆ เช่น พระปฐมเจดีย์แสดงปาฏิหารย์ต่างๆ ได้นั้นก็ดี นั้นเป็นเพราะมีอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งแห่งองค์พระพุทธเจ้าเหลืออยู่ หรือถ้ากล่าวตามความเชื่อของคนประเภทนั้นก็คือว่า จิตหรือวิญญาณของพระพุทธองค์ยังเหลืออยู่นั่นเอง แต่ความเข้าใจเช่นนี้ ย่อมขวางกันกับหลักธรรมะและเหตุผลทั่วไปอย่างรุนแรง ไม่เป็นไปได้ตามที่เชื่อกันเช่นนั้น
การที่จะเชื่อว่า วิญญาณหรือจิตของพระพุทธองค์เป็นอมตะ คอยเฝ้าดูพวกเราหรือโลกมาจนอยู่จนบัดนี้นั้นเป็นของขบขันเหลือเกิน

ถ้าจะกล่าวให้น่าฟัง กว่านี้แล้ว ควรจะกล่าวว่าธรรมะนั่นแหละ คือวิญญาญหรือจิตของพระองค์ ที่ยังคงอยู่จนบัดนี้ มิน่าฟังกว่าหรือ .....

คัดจาก หน้า 128-130 ของหนังสือนิพพาน พุทธทาสภิกขุ สนพ.สุขภาพใจ มีนาคม 2542 ISBN 974-7363-82-8
 


  คำตอบที่ 4  
 

พระเจ้ารักคุณ

20 พ.ย. 49
เวลา 14:19:18
สวัสดีค่ะคุณวาริทรานันท์ ยินดีด้วยนะคะที่คุณรู้ว่าตัวเองเป็นย่างไร และมั่นใจ แต่ว่าก็น่าเสียใจนะคะที่คุณยังไม่ได้สัมกับความรักที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ข้าพจ้าเชื่อว่าคุณจะเข้าใจในพระองคมากขึ้นถ้าคุณได้ลองที่จะอ่านพระคัมภีร์นะคะ แต่ก็ไม่ควรที่จะพึ่งความความเข้าใจอของตัวเองนะคะ อธิษฐานขอความเข้าใจที่มาจากพระเจ้า การเปิดใจก็เป็นสิ่งที่ดีมากเลยค่ะ ขอชมเลยนะคะว่าคุณเป็นคนที่ดี ที่ยอมเปิดใจในการอธิษฐานกับพระเจ้า แต่คุณคิดว่า บ่อน้ำที่อยู่กลางทุ่งนาที่แห้งแล้ง เมื่อฝนตกลงมานำมันจะเต็มในวันแรกที่ฝนตกหรือเปล่าคะ
อยากจะขอเป็นกำลังให้คุณที่จะเปิดใจอธิษฐานกับพระเจ้าต่อไปนะคะ พระเจ้ารักคุณมากนะคะ และพร้อมจะช่วยคุณทุกเมื่อที่คุณต้องการ
 


  คำตอบที่ 5  
 

ไม่บอก

20 พ.ย. 49
เวลา 15:42:07
ผมเข้าวัดพุทธทุกวัน (เพราะความจำเป็น) แต่ในใจรู้อยู่เต็มอก
ว่า G ทรงสถิตอยู่ทุกที่ ทั้งที่เขาไม่รู้จัก
 


  คำตอบที่ 6  
 

John

20 พ.ย. 49
เวลา 15:54:25
สวัสดีคุณวาริทรานันท์ ดีใจที่ได้เห็นคุณตั้งใจจะรู้จักชีวิตคริสเตียน และผมเชื่อว่าคุณจะรู้จักผู้ทรงสร้าง
ผมอธิษฐานถึงพระเจ้าขอพระองค์ ให้คุณได้รู้จักกับพระองค์เป็นการส่วนตัว เหมือนที่ผมรู้จัก แล้วเจอกันที่เมืองบรรมสุขเกษม
 


  คำตอบที่ 7  
 

Free Thinker

21 พ.ย. 49
เวลา 15:59:47
พระเจ้าประทาน Free Will ให้ทุกคน
การตัดสินใจเป็นของมนุษย์
 


  คำตอบที่ 8  
 

วริทรานันท์

25 พ.ย. 49
เวลา 18:01:57
ไหนๆก็ไหนๆแล้ว
วันพรุ่งนี้จะลองดูอีกสักตั้ง

แต่อีกครั้งเดียวเท่านั้นนะ
ครั้งนี้ถ้าไม่เวิร์คอีกก็จบ

เราจะไปที่โบสถ์ราม81ตอนบ่ายครึ่ง

ถ้าศาสนาคริสต์เป็นคำตอบของชีวิตจริงๆก็ขอให้เราได้สัมผัสความมีอยู่ของพระเจ้าด้วย



 


  คำตอบที่ 9  
 

แข

26 พ.ย. 49
เวลา 8:31:33
ขอพระเจ้าอวยพระพรคุณในการไปโบสถ์นะคะ
 


  คำตอบที่ 10  
 

พุทธะ

29 พ.ย. 49
เวลา 6:54:28
พระพุทธเจ้า ในทัศนะมหายาน:
หลักใหญ่ของมหายานถือว่าพระเจ้าเป็น 3 กาย เป็นกายทิพย์ (เป็นอัตตา=มีอยู่)
มหายาน;คือ จีน,ทิเบต,ญี่ปุ่น,มองโกเลีย,เกาหลี,เวียดนาม --ไม่เกี่ยวกับพุทธไทย คนล่ะความเชื่อกับพุทธไทย ครับ และพุทธมหายานคือคนส่วนใหญ่ของชาวพุทธ
ทีไม่เชื่อ เรื่อง-มีพระเจ้าก็มีเพียงไทย, พม่า, ศรีลังกา, เขมร, ลาว กับลัทธิคอมมิวนิสต์เท่านั้นจากบรรดาศาสนาทั่วโลก
ยังมีศาสนาเชนในอินเดียที่เกิดก่อนศาสนาพุทธอันนั้นก็เชื่อว่าไม่มีพระเจ้าและคำสอนคล้ายพุทธหินยาน คือไทย, พม่า, ศรีลังกา, เขมร, ลาว รูปปั้นก็คล้ายพระพุทธเจ้าแต่เชนในอินเดียเกิดก่อนศาสนาของพระพุทธเจ้า
ส่วนศาสนาเชนในจีนกับ เชนในญี่ปู่นค่อนข้างจะเชื่อเหมือนพุทธมหายานเสียมากกว่าเพราะรวมเอาลัทธิเต๋าเข้าไว้ในศาสนาเชนด้วย ซึ่ง เต๋าก็จะพูดอธิบายเป็นลักษณะของพระเจ้าที่มี 3 แต่เป็นพระเจ้าองค์เดียวคล้ายศาสนาคริสต์
ฮินดูก็เชื่อเรื่องพระเจ้ามี3สภาวะคล้ายคริสต์
แปลกแต่จริง ก็คือ พุทธไทยเชื่อว่าไม่มีพระเจ้า
แต่ในพิธีสำคัญ เช่นแรกนาขวัญ หรือพิธีสำคัญของพระมหากษัตริย์
เช่นพระเจ้าหลานเธอ ฑีฆปังกร ตอนที่ประสูติใหม่ๆถ่ายทอดทีวีกลับเป็นพิธีพราห์ม
ซึ่งศาสนาพราห์มก็คือศาสนาฮินดู ของอินเดียที่เชื่อเรื่องพระเจ้าผู้ทรงสร้างโลกมีจริงนั่นเอง
พระนารายณ์ 4 หน้า ที่โรงแรม ณารายณ์ ก็ศาสนาฮินดูที่เชื่อเรื่องพระเจ้า
พระพิเฆนศ(งวงช้าง)ของเด็กที่เรียนสายช่าง ก็ศาสนาฮินดูที่เชื่อเรื่องพระเจ้า ฯ ล ฯ

ผมเชื่อว่าคริสเตียนในบอร์นี้หรือโบสถ์ไหนๆก็ตามส่วนใหญ่ก็เคยเป็นพุทธมาก่อนทั้งนั้น
คริสเตียนก็เชื่อคำสอนที่มาจากยิว(เปาโล)เพราะศาสนาคริสต์เริ่มต้นที่ชาวยิวก่อน
ส่วนศาสนาพุทธก็เชื่อคำสอนของแขกอินเดียเพราะพระพุทธเจ้าเป็นชาวอินเดีย
แต่ในปัจจุบัน ตรงที่พระพุทธเจ้าเคยประสูติได้แยกตัวออกไปกลายเป็นประเทศเนปาล
บรรพบุรุษไทยของพวกเรายุคพ่อขุนรามก็ไม่ใช่ทั้งพุทธไม่ใช่ทั้งคริสต์
 


  คำตอบที่ 11  
 

abc

29 พ.ย. 49
เวลา 8:19:04
สุภาษิต 9:10 ความยำเกรงพระเจ้า เป็นที่เริ่มต้นของปัญญา และซึ่งรู้จักองค์บริสุทธิ์ เป็นความรอบรู้

11 เนื่องจากเรา วันคืนของเจ้าจะเพิ่มทวีคูณ และปีเดือนแห่งชีวิตของเจ้าจะเพิ่มพูน

12 ถ้าเจ้าฉลาด เจ้าก็ฉลาดเพื่อตนเอง ถ้าเจ้าเยาะเย้ย เจ้าก็จะทนแต่ลำพัง
 


  คำตอบที่ 12  
 

p.

30 พ.ย. 49
เวลา 11:06:31
ความจริงการนมัสการพระเจ้าเราควรนมัสการด้วยใจจริงและสุดสิ้นดวงใจของเรา บางคนเนี่ยนมัสการพระเจ้าเพราะต้องการแค่หวังขอสิ่งที่ตนต้องการเท่านั้นแต่จุดมุ่งหมายของการนมัสการพระเจ้าที่แท้จริงนั้นคือเพื่อถวายสรรเสริญเทิดพระคุณพระเจ้า
 


  คำตอบที่ 13  
 

บุตรแห่งก๊อธธะ

30 พ.ย. 49
เวลา 23:46:20
พระพุทธเจ้าเชื่อว่าไม่มีพระเจ้าจริงๆ แต่คนไทยดันปฏิบัติไม่ถูกวิธีรับวัฒนธรรมของพวกพราหมณ์มาทั้งในเรื่องของพิธีกรรมและกระทั่งไสยศาสตร์(คัมภีร์อาถรรพเวท) และการนับถือเทพเจ้า (เทพเจ้าที่อยู่บนสวรรค์ที่คนนับถือทุกองค์ก็เคยเป็นมนุษย์ด้วยกันมาก่อนทั้งนั้นแต่ได้สร้างสมคุณงามความดีไว้เยอะเมื่อตายลงแล้วจึงได้จุติเป็นเทพและเสวยสุขแห่งผลกรรมดีที่ตนได้กระทำตอนเป็นมนุษย์)

บรรพบุรุษของไทยเรายุคพ่อขุนรามไม่ใช่ทั้งพุทธและคริสต์ก็จริงแต่หลังจากรับพุทธมา บรรพบุรุษรุ่นหลังก็ยอมสู้ตายเพื่อพุทธไม่ใช่สู้ตายเพื่อคริส

ส่วนคริสเตียนที่อยู่ในบอดนี้ยอมรับว่าส่วนใหญ่มักเคยเป็นพุทธที่เป็นวัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยที่ถูกชักจูงได้ง่ายและหลงเชื่ออะไรง่าย (ตามที่ถูกพวกรุ่นพี่ชักชวน) เพราะไม้อ่อนมันดัดให้เชื่อได้ง่าย ถ้าพวกเขาเหล่านั้นมาศึกษาพระไตรปิฎกก่อนพวกเขาก็จะรู้เองว่าพุทธนั้นลึกซึ้งและมีเหตุผลยิ่งกว่าแทนที่จะไปอ่านไบเบิ้ลหรือมอร์ม่อนอะไรนั่น

สรุป พวกเขาจะนับถืออะไรก่อนก็ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาประทับใจกับอะไรก่อนก็เท่านั้น ถ้าประทับใจในพุทธก่อนก็ยากที่จะเปลี่ยนไปประทับใจคริส ถ้าประทับใจในคริสก่อนก็ยากที่จะไปนับถือพุทธ
 


  คำตอบที่ 14  
 

....

30 พ.ย. 49
เวลา 23:55:01
คุณมั่วแล้ว ศาสนาเชนในอินเดียเกิดก่อนศาสนาพุทธ

เรียงตามลำดับความเก่าแก่กับศาสนาที่เกิดขึ้นในอินเดียจะเรียงได้ดังนี้ พราหมณ์ พุทธ เชน สิกข์
คำสอนของเชนคล้ายคลึงกับพุทธมากที่สุดคือยอมรับคำสอนของพระพุทธเจ้ามาบางส่วน
 


  คำตอบที่ 15  
 

w

1 ธ.ค. 49
เวลา 11:43:44
คุณวริทรานันท์

คุณไม่เห็นพระเจ้า ขออธิฐานเผื่อคุณ

พระเจ้าอวยพรค่ะ
 


  คำตอบที่ 16  
 

พุทธะ

4 ธ.ค. 49
เวลา 5:22:27
คุณ คำตอบที่ 13 กับ คำตอบที่ 14


1 ต้นแบบ แนวคิดเรื่องกรรม และความหลุดพ้นจากกรรม มาจากคำสอนของศาสนาพราห์มฮินดู
แต่ศาสนาพราห์มฮินดูเชื่อเรื่องพระเจ้าผู้ทรงสร้างสารพัดสรรพสิ่ง เชื่อเรื่องพระเจ้าเป็น3กาย
๑ .พระศิวะ (พระอิศวร)๒ .พระพรหม ๓ .พระวิษณุ (พระนารายณ์ )

2 แนวคิดของศาสนาเชน เมื่อรับแนวคิดเรื่องกรรม และความหลุดพ้นจากกรรม มาจากคำสอนของศาสนาพราห์มฮินดูแล้ว
แต่กลับปฎิเสธการมีอยู่ของพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง
ลัทธินี้ถือว่าการบำเพ็ญตนให้ลำบาก คืออัตตกิลมถานุโยค ถือเป็นทางนำไปสู่การบรรลุธรรมที่เรียกว่า โมกษะ
ซึ่งเจ้าชายสิทธิธัตถะก็เคยใช้วิธีนี้แต่ไม่สามารถบรรลุถึงธรรมที่เรียกว่า โมกษะได้จึงเปลี่ยนไปใช้วิธีอื่น

3 ศาสนาพุทธเมื่อถือกำเนิดก็ได้รับเอา แนวคิดเรื่องกรรม และความหลุดพ้นจากกรรม มาจากคำสอนของศาสนาพราห์มฮินดูเช่นกัน
แต่ศาสนาพุทธได้แตกออกเป็น สองนิกาย ที่มีหลักความเชื่อ ต่าง กัน
กลุ่มหนึ่งรับเอาความเชื่อแบบศาสนาพราห์ม-ฮินดู คือกลุ่มของศาสนาพุทธนิกาย มหายาน
ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งรับเอาความเชื่อแบบศาสนาเชน คือกลุ่มของศาสนาพุทธนิกาย หินยาน

๑.ในศาสนาพุทธ นิกาย หินยาน เมื่อรับเอา แนวคิดเรื่องกรรม และความหลุดพ้นจากกรรม มาจากคำสอนของศาสนาพราห์มฮินดูแล้ว
ยังได้รับเอาข้อเชื่อเรื่องไม่มีพระเจ้า ตามแบบอย่างของศาสนาเชน เข้ามาเป็นข้อเชื่อของศาสนาพุทธ นิกาย หินยาน ด้วย
จึงได้ปฎิเสธเรื่องการเป็นองค์รวมของสรรพสิ่งโดยพรหมัน(พระเจ้า)

ศาสนาพราห์ม-ฮินดูได้สอนว่า *ตราบเท่าที่เราตกอยู่ใต้มนต์ของมายา(กรรม)เราจึงคิดไปว่าตัวเรานั้นสามารถแยกออกจากสิ่งแวดล้อมได้*
*ศาสนาพุทธ นิกาย หินยาน ได้ปฎิเสธข้อเชื่อนี้ และมีความ เชื่อว่ามนุษย์สามารถแยกตัวเองออกจากสิ่งแวดล้อมได้*
"ความหมายของ นิพพาน ในนิกาย หินยาน จึงเป็น อนัตตา" คือเป็นความว่าง ที่สมบูรณ์ที่สุด คือพระพุทธเจ้า "ดับสูญ"
เหมือนเปลวไฟเทียน ที่ดับไปแล้วก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่อีกเลย
(เหลือเพียงคำสอน)
ปัจจุบันมี เชน ศาสนิกชนประมาณ ๖ ล้านคน ทั่วอินเดีย
พุทธศาสนานิกาย หินยานจึง มีแนวคิดที่ใกล้คียงกันกับ ศาสนาเชน ในอินเดียมากที่สุด
ศาสนาพุทธ นิกาย หินยานมีผู้นับถือมากในประเทศ ศรีลังกา พม่า ลาว ไทย และ เขมร

๒.ส่วนศาสนาพุทธ นิกาย มหายาน เมื่อรับเอา แนวคิดเรื่องกรรม และ ความหลุดพ้นจากกรรม มาจากคำสอนของศาสนาพราห์ม-ฮินดูแล้ว
ได้ปฏิเสธการเป็นพระเจ้าของ พระนารายณ์ พระศิวะ พระพรหม ในศาสนาพราห์ม-ฮินดู ด้วย

แต่ยังคงไว้ซึ่งแนวคิดเรื่องพระเจ้ามี 3กาย และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นพระเจ้า3สภาวะนั้นเอง
และไม่ได้ปฎิเสธความเชื่อเรื่องกรรม และความหลุดพ้นจากกรรมของศาสนาพราห์ม-ฮินดู
คือไม่ปฎิเสธเรื่องการเป็นองค์รวมของสรรพสิ่งโดยพรหมัน
*ยังเชื่อคำสอนของศาสนาพราห์ม-ฮินดู ที่ว่า มนุษย์ไม่สามารถที่จะแยกตัวเองออกจากสิ่งแวดล้อมได้*

"ความหมายของ นิพพาน ในนิกาย มหายาน จึงกำหนดคำใหม่ว่า"ศูนย์ตา"มาใช้แทนคำว่า "อนัตตา"
ซึ่งตรงกับความหมายในวิชาวิทยาศาสตร์-ฟิสิกส์ที่สอนว่า "ความว่างสมบูรณ์ไม่มี"
คือมหายาน มีความเชื่อว่าไม่มีนิพพานใดๆที่จะสามารถแยกตัวเองออกจากองค์รวมซึ่งเป็นสารพัดสรรพสิ่งคือพรหมันได้
ก็คือการได้กลับไปเข้าร่วมอยู่ในองค์รวมอันเดียวกันนั้นแหละคือพุทธะ
ซึ่งก็คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในทิพย์สภาวะที่เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสร้างสารพัดสรรพสิ่งนั่นเอง
มหายานได้แพร่ขยายไปเจริญรุ่งเรื่องอยู่ในประเทศใน เนปาล ธิเบต จีน มองโกเลีย ญี่ปุ่น เกาหลี และ เวียดนาม
 


  คำตอบที่ 17  
 

พุทธะ

4 ธ.ค. 49
เวลา 5:36:52
คุณ คำตอบที่ 13 กับ คำตอบที่ 14

ก พศ.1000 โดยประมาณ ศาสนาพราหมณ์-ศาสนาฮินดู คือศาสนาเดียวกัน ได้เกิดขึ้นและเผยแผ่มาเป็นเวลานานตั้งแต่1,000 ปี ก่อนพุทธกาล
เป็นศาสนาประเภท พหุเทวนิยม(พระเจ้าเป็น3กาย) มีพระเจ้าเป็นผู้ทรงสร้างโลก สร้างจักรวาล สร้างมนุษย์ และสารพัดสรรพสิ่ง
กรรม
ความเชื่อเรื่อง กรรม ใน ศาสนาพราหมณ์-ศาสนาฮินดู
โครงสร้างพื้นฐานของเทพปกรณัมของฮินดูก็คือ การสร้างโลกโดยการพลีตนเองของพระเจ้า “การพลี” ซึ่งมีความหมายว่าเพื่อ “กระทำให้ศักดิ์สิทธิ์”
พระเจ้าได้กลายเป็นโลกเป็นสรรพสิ่งและในที่สุดได้กลับไปเป็นพระเจ้าอีกครั้ง
กิจกรรมแห่งการสร้างสรรค์ของพระเจ้า นี้เรียกว่า ลีลา (lila) เป็นการแสดงของพระเจ้า และโลกคือสรรพสิ่งและเหตุการณ์ทั้งปวง

ภาพลวงเพียงแต่คงอยู่ในทัศนะของเราเท่านั้น
ถ้าหากเราคิดว่ารูปร่างและโครงสร้างสรรพสิ่งและเหตุการณ์รอบ ๆ ตัวเราเป็นสิ่งที่แท้จริงของธรรมชาติ
แทนที่จะตระหนักรู้ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงความคิดในการวัดค่าและจำแนกแจกแจงของจิตใจของเราเท่านั้น
ในทัศนะเกี่ยวกับธรรมชาติของพราหมณ์-ฮินดู รูปลักษณ์ทุกรูปเป็นสิ่งสัมพันธ์ เลื่อนไหล และเป็นมายาที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
๑ .พระศิวะ (พระอิศวร)๒ .พระพรหม ๓ .พระวิษณุ (พระนารายณ์ )
สิ่งเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นลวงมนุษย์ โดยปาฏิหาริย์อันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าผู้ทรงสร้างโลก

โลกแห่งมายาเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องกัน เนื่องจากลีลาของพระเจ้า เป็นการแสดงซึ่งเคลื่อนไหวเป็นจังหวะ
แรงแห่งการเคลื่อนไหวของการแสดงนี้ก็คือ กรรม ในแนวคิดของอินเดีย กรรม หมายถึง “การกระทำ”
เป็นหลักการอันมีชีวิตชีวาของการแสดง จักรวาลทั้งหมดเป็นจักรวาลแห่งการกระทำ ซึ่งทุก ๆ สิ่งเชื่อมโยงอย่างเคลื่อนไหวกับสิ่งอื่น
ในภาษาของ คีตา “กรรม-คือ แรงกระทำแห่งการสร้างสรรค์ ซึ่งให้กำเนิดแก่ สรรพชีพ และ สรรพสิ่ง”

เช่นเดียวกับคำว่ามายา
ความหมายของกรรม ก็ถูกจำกัดลงมาจากความหมายระดับกว้างขวางที่สุด ครอบคลุมทั้งเอกภพ สู่ระดับที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ในแง่ของจิต
มายาก็คือภาพลวงแห่งการยึดเอาความคิดเหล่านั้นว่าเป็นความจริง หลงยึดเอาแผนที่ว่าเป็นตัวเขตแดน
ตราบใดที่โลกทัศน์ของเรายังคงมีพื้นฐานอยู่บนความแบ่งแยกสรรพสิ่งออกเป็นส่วน ๆ
ตราบเท่าที่เราตกอยู่ใต้มนต์ของมายา เราจึงคิดไปว่าตัวเรานั้นสามารถแยกออกจากสิ่งแวดล้อม
และสามารถกระทำสิ่งใด ๆ ได้อย่างอิสระโดยลำพังผู้เดียวได้ ตราบนั้นเรากำลังถูกยึดเหนี่ยวโดยกรรม
ความหลุดพ้น ในทัศนะของศาสนาพราห์ม-ฮินดู
การหลุดพ้นจากกรรม หมายถึง การตระหนักรู้ในเอกภาพและความบรรสานสอดคล้องของธรรมชาติ
ซึ่งรวมทั้งมนุษย์ และกระทำการต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับความรุ้นั้น
ในประเด็นนี้ ในคีตาได้กล่าวไว้ว่า การกระทำทั้งมวล เกิดขึ้นภายใต้กาลเวลาโดยการโยงใยของแรงกระทำของ ธรรมชาติ
แต่มนุษย์ได้หลงผิด ด้วยความเห็นแก่ตัว คิดไปว่าตัวเขาเองคือผู้กระทำ
แต่สำหรับผู้ที่รู้ความสัมพันธ์ระหว่างแรงกระทำ ของธรรมชาติและการกระทำ
จะเข้าใจการกระทำต่อกันและกันของแรงกระทำของธรรมชาติ และไม่ตกเป็นทาสของมัน
การจะเป็นอิสระจากมนต์ของมายา หรือ การจะหลุดพ้นจากกรรม
หมายถึง การตระหนักรู้ว่าปรากฏการณ์ทั้งมวล ซึ่งเรารับรู้ด้วยประสาทสัมผัสของเรานั้นที่แท้เป็นส่วนหนึ่งของ ความจริง อันเดียวกัน
นั่นหมายความว่า ผู้นั้นจะต้องประจักษ์แจ้งเฉพาะตัว(ตรัสรู้)ว่า สรรพสิ่งรวมทั้งตัวตนของเรา คือ พรหมัน เดียวกัน
ประสบการณ์แห่งการประจักษ์แจ้งนี้(ฮินดูไม่เรียกว่าตรัสรู้)แต่เรียกว่า โมกษะ (moksha)หรือ “ความหลุดพ้น”และเป็นแก่นแท้ของศาสนาฮินดู

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูถือว่า มีวิถีทางมากมายที่จะนำเข้าสู่ความหลุดพ้นได้
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มิได้มุ่งหวังให้ศาสนิกของตนทั้งหมดเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้า ด้วยหนทางเพียงสายเดียว
ดังนั้นจึงมีแนวคิด และการปฏิบัติหลายรูปหลายแนว ซึ่งให้ผลแตกต่างกัน รวมทั้งพิธีกรรมต่างๆ และ โยคะ ด้วย
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูเชื่อว่าความคิดและการปฏิบัติหลาย ๆ แนว ที่ดูเหมือนว่า คล้ายจะขัดแย้งกันเองนั้น
แต่แท้ที่จริงแล้ว ก็คือหนทางหลายสาย ที่สามารถจะนำมนุษย์สู่พรหมันได้
 


  คำตอบที่ 18  
 

พุทธะ

4 ธ.ค. 49
เวลา 5:40:32
ก พศ. 263 ท่านปาร์ศวา (Parsva)เป็นศาสดาองค์ที่ ๒๓ เป็นศาสดาองค์สุดท้าย ของศาสนาเชน ซึ่งมีสาวกอยู่แล้วในขณะนั้น
(ท่านปาร์ศวา มีอายุห่างจากท่านมหาวีระ ๒๕๐ ปี)
คำว่า ศาสดาในศาสนาเชนเรียกว่า ตัรถังกร แปลว่า ผู้ถึงท่า คือนิพพาน
ปัจจุบันมีเชนศาสนิกชนประมาณ ๖ ล้านคน ทั่วอินเดีย โดยมากมีฐานะดี เพราะเป็นพ่อค้าเสียส่วนใหญ่
จุดประสงค์ของลัทธินี้ก็เพื่อจะหลุดพ้นจากสังสารวัฏ โดยเรียกว่า โมกษะ คือต้องสำเร็จ เกวลัชญาณ ก่อน
โดยสอนว่า "การที่จะนำไปสู่โมกษะได้นั้นคือแก้ว ๓ ดวงคือมีความเห็นชอบ มีความรู้ชอบ มีความประพฤติชอบ เท่านั้น
พระเจ้าเป็นเรื่องเหลวไหล พระเจ้าไม่สามารถบันดาลทุกข์สุขให้ใครได้
ทุกข์สุขเป็นผลที่สืบเนืองมาจากกรรม การอ้อนวอนก็เป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ไม่มีสาระ"
ลัทธินี้ถือว่าการบำเพ็ญตนให้ลำบากคือ อัตตกิลมถานุโยค ถือเป็นทางนำไปสู่การบรรลุธรรมที่เรียกว่า โมกษะ
ผู้ที่ฝึกฝนดีแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหว

ก พศ. 80 เจ้าชายสิทธัตถะประสูติ
ก พศ. 64 เจ้าชายสิทธัตถะมีพระชนมายุได้ 16 พรรษาทรงอภิเษกสมรสกับเจ้า หญิงยโสธรา มีพระโอรสหนึ่งพระองค์ คือ เจ้าชายราหุล

ก พศ. 54 มหาวีระ แปลว่า มีความแกล้วกล้าอาจหาญ หรือ *นิครนถ์นาฏบุตร ได้ทรงออกผนวช*-แสวงหาโมกขธรรมในศาสนาเชน
(เจ้าชายนิครนถ์นาฏบุตร หรือ มหาวีระ เป็นโอรสของพระเจ้าสิทธัตถะ หรือสิทธารถะ เป็นกษัตริย์ลิจฉวีพระองค์หนึ่ง และพระมารดาชื่อว่าพระนางตฤศลา เกิดที่กุณฑคาม เมืองไวสาลี แคว้นวัชชีของพวกเจ้าลิจฉวี )

ก พศ. 51 *เจ้าชายสิทธัตถะ พระชนมายุได้ 29 พรรษา ได้ทรงออกผนวช*-แสวงหาหนทางที่จะนำไปสู่ความพ้นทุกข์
(เจ้าชายสิทธัตถะ เป็นโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ และพระนางสิริมหามายา แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ปัจจุบันคือประเทศเนปาล)
ก พศ. 45 เจ้าชายสิทธัตถะ ขณะทรงผนวชอยู่แสวงหาหนทางที่จะนำไปสู่ความพ้นทุกข์ มาครบ 7ปีแล้ว พระชนมายุได้ 35พรรษา
จึงได้(ตรัสรู้)บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ โดยคำว่า "พุทธ"หมายถึง ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
*เริ่มเผยแพร่-กำเนิดพุทธศาสนา*เมื่อตรัสรู้แล้ว ได้สั่งสอน อยู่ ๔๕ ปี

ก พศ. 43 มหาวีระได้ทรงออกผนวช แสวงหาโมกขธรรมในศาสนาเชน มาครบ ๑๒ ปีแล้ว จึงได้(ตรัสรู้)บรรลุโมกษะ
เมื่อได้บรรลุแล้วจึงได้นามใหม่ว่า ชินะ อันหมายถึงผู้ชนะแล้ว
ศาสดามหาวีระจึงได้ เป็นศาสดา องค์ที่ ๒๔(องค์สุดท้ายองค์ใหม่ล่าสุด-ในศาสนาเชน)เมื่อตรัสรู้ แล้ว ได้สั่งสอน อยู่ ๓๐ ปี
ก พศ. 13 มหาวีระ หรือ ตีรถังกรองค์ที่ ๒๔ จึงเป็นศาสดาในศาสนาเชน องค์สุดท้าย(องค์ใหม่ล่าสุด)
นามว่า มหาวีระ-*เป็นศิษย์ท่านปาร์ศวา(Parsva)
ท่านปาร์ศวา(Parsva)ซึ่ง-ถือว่าเป็นศาสดาองค์ที่ ๒๓*ผู้มีอายุห่างจากท่านมหาวีระ ๒๕๐ ปี
[*มหาวีระเป็นองค์ที่ ๒๔*ได้สั่งสอนมาครบ ๓๐ ปีแล้ว จึง-นิพพาน หรือ นิรวาน (Nirvan)*ก่อนพระบรมศาสดา ของศาสนาพุทธ*]
กล่าวกันว่า ท่านมหาวีระบำเพ็ญขันติธรรม นาน จนไม่ขยับเขยื้อนไปไหน จนเถาวัลย์ขึ้นพันรอบกายท่าน

พศ. 1 *สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธ เจ้าพระชนมายุได้ 80 พรรษา จึงเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน *
(จึง-เริ่มนับปี พุทธศักราช ตั้งแต่ ปีที่พระพุทธเจ้าเสด็จเข้าสู่ปรินิพพาน)
พุทธศาสนามีแนวคิดใกล้คียงกันกับศาสนาเชน
แม้แต่การสร้างพระพุทธรูปของพุทธศาสนา ถ้าดูอย่างผิวเผินก็ไม่เห็นความแตกต่างจากศาสนาเชนเท่าใด
พระพุทธรูปของพุทธศาสนาที่แตกต่างจากรูปปั้นของ ศาสดามหาวีระ เบลโกล่า ในอินเดียภาคใต้
ก็ตรงที่ของศาสนาเชนจะเปลือยกาย และมีดอกจันทน์ที่หน้าอกเท่านั้น
 


  คำตอบที่ 19  
 

พุทธะ

4 ธ.ค. 49
เวลา 5:48:10
พศ. 234-260 ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชก็แตกแยกกันออกเป็นนิกายใหญ่ ๆ ๒ นิกาย คือมหายาน กับหินยาน
2นิกายที่ดูเหมือนคล้ายกันแต่ความเชื่อที่เป็นตัวหลักที่เป็นแก่นของความรู้ทางด้านศาสนากับแตกต่างอย่างสิ้นเชิง
นิกาย หินยาน ตั้งมั่นลงใน ศรีลังกา พม่า ไทย และ ลาว
(ในประเทศไทยแยกออกเป็นสองคณะ คือ ธรรมยุต กับ มหานิกาย-เป็น หินยาน ทั้งสองคณะ)

ส่วนมหายานได้แพร่ขยายไปใน เนปาล ธิเบต จีน มองโกเลีย ญี่ปุ่น เกาหลี และ เวียดนาม
ทั้งได้กลายเป็นนิกายสำคัญของพุทธศาสนา
(นิกายนี้แหละ-ที่ฝรั่งได้เอามาพูดถึงกันเพราะยังคงความเชื่อเรื่องพระเจ้า3สภาวะและเรื่ององค์รวมอันมิอาจแบ่งแยกได้)

ในอินเดียเองพุทธศาสนาได้ถูกกลืนหลังพุทธปรินิพพานโดยศาสนาพราห์ม-ฮินดู
พระพุทธเจ้าได้กลายเป็นเทพองค์หนึ่งในหลายๆองค์ ที่สามารถบรรลุถึงที่เรียกว่า โมกษะ (moksha)หรือ “ความหลุดพ้น”และเป็นแก่นแท้ของศาสนาฮินดู
ตามความเชื่อเดิมของศาสนาพราห์ม-ฮินดู
 


  คำตอบที่ 20  
 

พุทธะ

4 ธ.ค. 49
เวลา 5:50:56
พศ. 280 ศาสนาเชนในอินเดียได้แตกออกเป็น ๒ นิกายคือ
๑. นิกายทิฆัมพร ยังถือเคร่งครัดเหมือนเดิม โดยไม่นุ่งผ้า เปลือยกายเหมือนเดิม
๒. นิกายเสวตัมพร นุ่งขาวห่มขาว ไว้ผมยาว แต่งตัวสะอาดสะอ้าน
และคบหากับผู้คนมากกว่านิกายเดิม ที่เน้นการปลีกตัวอยู่ต่างหาก
พศ. ? ราวศตวรรษที่หนึ่งหลังคริสตกาลเข้าสู่ประเทศจีน กลายเป็นศาสนาเชน นิกาย ฮัวเอี้ยนในจีน
ชาวจีนได้ผสมผสานกับ ศาสนาพุทธแบบ มหายาน ลัทธิขงจื้อ และ เต๋า พัฒนาสู่กฎเกณฑ์การปฏิบัติทางจิตใจชนิดพิเศษซึ่งเรียกว่า ฌาน ซึ่งแปลกันว่าสมาธิภาวนา
ปรัชญาฌานนี้ในที่สุดญี่ปุ่นก็รับเอาไปในปี 1200 หลังคริสตกาล และได้เจริญงอกงามที่นั่นในชื่อว่า เซน
เป็นวิถีชีวิตแบบญี่ปุ่นและ ความเป็นไปเอง ของเต๋า จากจีน
เซนในญี่ปุ่นจึงไม่สนใจในการย่อสรุปหรือการสร้างแนวคิดใด ๆ
เซนไม่มีคำสอนหรือปรัชญาที่พิเศษพิสดารปราศจากหลักความเชื่อและกฎเกณฑ์ซึ่งปราศจากเหตุผล
และยังยืนยันด้วยว่า อิสรภาพจากความเชื่อที่กำหนดตายตัวทั้งมวล ซึ่งเป็นสิ่งแสดงว่าเซนเป็นเรื่องของจิตวิญญาณอย่างแท้จริง
เซนเชื่อมั่นว่าคำพูดไม่อาจแสดงสัจจะสูงสุดได้ สิ่งนี้แสดงออกอย่างชัดเจนในเซนมากกว่าในศาสนาอื่น ๆ ของตะวันออก
เซนได้รับอิทธิพลในเรื่องนี้จากลัทธิเต๋าซึ่งแสดงทัศนะในทำนองเดียวกัน จางจื้อกล่าวว่า “ หากมีคนถามถึงเต๋า และอีกคนหนึ่งตอบ ทั้งสองคนนั้นไม่รู้เรื่องเต๋าเลย ”
และเต๋าในศาสนาเต๋ามีความเชื่อเรื่องพระเจ้ามี3สภาวะ ทรงเป็นผู้สร้างสารพัดสรรพสิ่ง-แต่-เป็นพระเจ้าที่ไม่รู้จัก-เพียงแต่รู้และเชื่อว่า มีอยู่จริงเท่านั้น
 


| หน้า 1 2 |


กรุณาloginก่อนโพสต์
  
Jaisamarn Full Gospel Church 10-12 soi 6 sukhumvit Rd. klongtoey Bangkok
Tel. +66(0)2253-0082 , +66(0)2253-9081-4 FAX +66(0)2653-0127