ตอบคำถามเพิ่ม คลิกที่นี่
 
  ความแตกต่างของคาทอลิค โปรเตสแตนต์ ออโธดอกซ์  
 

เด็กsisterแต่มาเป็นคริสเตียน

21 เม.ย. 48
เวลา 21:57:54

พิมพ์
แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน
อยากรู้มานานแสนนานแล้วว่าทำไมคาทอลิค โปรเตสแตนต์(ไม่รู้ถูกหรือเปล่า)และออโธดอกซ์ แตกต่างกันอย่างไรและทำไมคาทอลิคต้องนับถือแม่พระ คริสเตียนไม่นับถือ และโบสถ์ของออโธดอกซ์เป็นลักษณะแบบใดและอยู่ที่ไหนในประเทศไทยตามข้อมูลที่รู้คือในประเทศไทยมีนิกายออโธดอกซ์ด้วย
 


คำตอบที่ 61-80 ทั้งหมด 154 คำตอบ | หน้า 1 2 3 4 5 6 7 8 |
  คำตอบที่ 61  
 

love Jesus

20 ส.ค. 50
เวลา 7:54:36
ข้องใจอะไรกันเหรอ..รอวันที่พระเยซูเสด็จมา..พระองค์ตรัสว่า..จะแยกแพะออกจากแกะของพระองค์...ตอนนี้นะ..หันมามองตัวเอง..เถอะว่า...เรา เป็นแพะ..หรือแกะ ของพระองค์
 


  คำตอบที่ 62  
 

BoYz

20 ส.ค. 50
เวลา 12:47:26
คาทอลิก วางใจในพระนามพระบุตร และถือ พระบิดา พระบุตร พระจิต เป็นพระเจ้าสูงสุด และไม่มีพระอื่นใดอีก

พระนางมารีย์ มารดาพระคริสต์
มิใช่พระโดยศักดิ์และศรี แต่เป็นผู้หญิงที่ชาวคาทอลิก ให้เกียรติ ในฐานะผู้อุ้มครรภ์พระคริสต์ (เพราะนางสมควรได้รับเกียรติ)

บทสวดต่างๆ คือ ข้อความในพระคัมภีร์
เหมือนกับที่ ศบ.สอนให้ผม นำข้อพระคำ มาภาวนาไตร่ตรอง
จะพูดอีกนัยต์ก็คือ คาทอลิก เป็นคริสตจักรเย็น ก็ว่าได้


โปรเตสแตนเป็นอย่างไรก็รู้ดีอยู่ เพราะที่นี่ก็โปรเตสแตนทั้งนั้น
แต่ห้ามอย่างเดียว ห้ามพยายามแตกต่างจนหนีความจริงในพระคัมภีร์

ห้ามกล่าวว่าร้ายผู้อื่น หรือสิ่งอื่น
เพราะทุกสิ่งต่างก็ทำเพื่อพระเจ้าทั้งนั้น
พระคัมภีร์ก็สอนไว้
"เขาอดอาหารก็เพื่อเรา เขากินดื่มก็เพื่อเรา ...."

 


  คำตอบที่ 63  
 

กำลังสอบ

1 ต.ค. 50
เวลา 10:06:22
นิกายใดในศาสนาคริสต์ไม่มีนักบวชบอกหน่อยซิ
 


  คำตอบที่ 64  
 

พิสิทธิ์

1 ต.ค. 50
เวลา 23:36:38
ความเป็นมาของ คาทอลิค กับออร์โธดอกซ์

คศ.30 โดยประมาณ พระเยซูสิ้นพระชนม์ กำเนิดศาสนาของพระเยซูคริสต์เริ่มต้นจากชาวยิวก่อน
คศ.ราว 40 ,50 เริ่มจดหมายเวียน ของอัครฑูตที่ส่งไปยังคริสตจักรต่างๆ

คศ.ราว ,50 ขณะเปาโล กับ บารนาบัส หนุนใจอยู่ที่ คริสตจักรของชาวกรีก(ไม่ใช่ชาวยิว) ที่เมืองอันทิโอกมาได้ 1ปีแล้ว
(ได้กำเนิดคำเรียกสาวกของพระเยซุว่า คริสตชน ขี้นเป็นครั้งแรก คือศาสนาคริสต์)
ขณะนั้นยังไม่ได้แยกตัวออกอย่างเด็ดขาดจากศาสนายูดาห์

คศ.ราว64 ในยุคจักรพรรดิเนโรเปโตรถูกตรึงกางเขน กรุงโรมถูกเผาและโยนความผิดให้คริสตชน
คศ.ราว67 โดยประมาณ เปาโลถูกตัดศรีษะ ที่กรุงโรม

คศ.70 พระวิหารที่กรุงเยรูซาเล็มถูกเผา
จบการถวายสัตว์บูชา ด้วยเลือดสัตว์ บนแท่นบูชาในพระวิหาร

คศ.ราว98 ยอห์น อัครสาวกคนสุดท้าย ที่ยังมีชีวิตอยู่ในขณะนั้น
เขียนพระธรรมเล่มสุดท้าย คือ วิวรณ์ ที่เกาะปัทมอส ในเอเฟซัส

คศ 132-135 ชาวยิวกบฎต่ออาณาจักรโรมอีก และชาวโรมันยกทัพมา บุกทำลายกรุงเยรูซาเลม
(เป็นการสิ้นสุดอาณาจักรยิว) ชาวยิวกระจายกันไปทั่วโลก

คศ.195 ระบบพระคัมภีร์ ของพระธรรมใหม่ ได้ถูกกำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว
คศ 220 กลุ่มคริสตชนที่หลบซ่อน เริ่มกำหนดหนังสือพระคัมภีร์ของพระธรรมใหม่ มีหนังสือทั้งหมด25เล่ม ( ปัจจุบันมี27เล่ม)

คศ.261 ประเทศอาร์เมเนียน นอกอำนาจอาณาจักรโรมันได้เป็นคริสตชน

300 ปีแรก คริสตชนทั่วทั้งอาณาจักรโรมัน ถูกเบียดเบียน ถูกข่มเหงเฆี่ยนตี จับเอาไปฆ่า เอาไปให้สัตว์ร้ายกัดกิน
คริสตชน อยู่กันอย่างหลบซ่อน มีการตั้งหน่วยตามล่าคริสตชนโดยพระจักรพรรดิ์แห่งอาณาจักรโรมัน ซึ่งมีเมืองหลวงคือกรุงโรม

300 ปีแรก นี้ยังไม่มีคำว่า คริสเตียน คริสตัง คาทอลิค ออโธด็อกซ์ โปรแตสแตนท์

ไม่เคยมีศาสนาที่สืบทอดคำสอนจากเปโตรเท่านั้น ยังไม่เคยมี
มีแต่สืบทอดมาจากบรรดาอัครสาวกทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือสืบทอดมาจากบรรดาจดหมายเวียน
คือพระคัมถีร์ใหม่ที่พวกเราอ่านกันอยู่ทุกวันนี้แหละ ส่วนใหญ่ในจดหมายเวียนนั้นก็คือเปาโลถึง 14-15 ฉบับ จากพระธรรมทั้งหมด 27ฉบับนั้น
 


  คำตอบที่ 65  
 

พิสิทธิ์

1 ต.ค. 50
เวลา 23:37:37
จบยุค300 ปีแรก ที่คริสตชนทั่วทั้งอาณาจักรโรมัน ถูกเบียดเบียน

จักรพรรดิ์คอนสแตนตินเริ่ม จัดระเบียบ ศาสนาของคริสตชน
คศ.313 เดือนกุมภาพันธ์-กฤษฎีกาแห่งมิลาน (Edict of milan)-ยอมรับศาสนาของคริสตชน
คือ ให้ประชาชนมีอิสระที่จะเลือกนับถือศาสนา
คริสตชนที่ถุกเบียดเบียน เริ่มปรากฎตัว ปรากฎว่ามีผู้เชื่อมากมายเกินครึ่งในอาณาจักรโรมัน


จักรพรรดิ์คอนสแตนติน(ผู้ยังไม่เชื่อ)สั่งให้มีการเลือกตั้ง จากผู้ปกครองคริสตจักรเฉพาะในเขตเมืองหลวง 1 เมืองเท่านั้น
โดยมีตัวแทนของจักรพรรดิ์ 1คนจากเมืองข้างเคียงเป็นผู้ตัดสินชี้ขาด ว่าจะยอมให้ผู้ใดเป็นหัวหน้าใหญ่ที่เมืองหลวงโรม

คศ.314 วันที่ 31 มกราคม
(นับได้เพียง 11เดิอน นับจากวันออก-กฤษฎีกาแห่งมิลาน )

จึงกำเนิดศาสนาจักรแรกคือ พระศาสนาจักร กรีก ออโธดอกซ์(ภาษากรีก)ที่เมืองหลวง คือกรุงโรม

คศ.314โดยจักรพรรดิ์คอนสแตนตินได้สั่งแต่งตั้ง
1 แต่งตั้งให้ซิลเวสเตอร์ที่ 1 มีตำแหน่ง เป็นสังฆราชแห่งเมืองหลวง คือกรุงโรม
สังฆราชแห่งเมืองหลวง คือกรุงโรม ลำดับที่ 01(ในคศ.314-355) คือ ซิลเวสเตอร์ที่ 1
(สำหรับบุคคล-คนนี้ คือ ซิลเวสเตอร์ที่ 1นี้ อีก 1900 ปีข้างหน้า จะถูก สมมุติ เอาว่า นับเป็นโป๊ปอันดับที่ 36ผู้สืบทอดมาจากเปโตร ในพระศาสนาจักรคาทอลิค)

2 แต่งตั้งให้ นาย..... มีตำแหน่งเป็นสังฆราชแห่งเมือง ออสตีอา(ostia)
3 แต่งตั้งให้ นาย..... มีตำแหน่งเป็นสังฆราชแห่งเมือง ปอร์โต
4 แต่งตั้งให้ นาย..... มีตำแหน่งเป็นสังฆราชแห่งเมือง ซันตา-รูฟีนา(ซิลวา-กันดิดา)
5 แต่งตั้งให้ นาย..... มีตำแหน่งเป็นสังฆราชแห่งเมือง อัลบาโน
6 แต่งตั้งให้ นาย..... มีตำแหน่งเป็นสังฆราชแห่งเมือง ซาบีนา
7 แต่งตั้งให้ นาย..... มีตำแหน่งเป็นสังฆราชแห่งเมือง ตุสกุอุม(ฟรัสกาตี)
8 แต่งตั้งให้ นาย..... มีตำแหน่งเป็นสังฆราชแห่งเมือง ปาเลสตรีนา
(โดยแต่งตั้งจากเมืองหลวง 1 คน กับเมืองเหล่านี้ซึ่ง มีชัยภูม อยู่ล้อมรอบเมืองหลวง อีก 7เมือง-รวมเป็น สภาพระสังฆราช 8 คน)

(โดยมิได้ทรงแต่งตั้งให้ผู้ใดใน8คนนี้ขึ้นเป็นหัวหน้าใหญ่)
จึงกำเนิด สภาพระสังฆราข 8 คน
และจักรพรรดิ์คอนสแตนติน(ผู้ยังไม่เชื่อ)ทรง เป็นหัวหน้าพระศาสนาจักรเอง
 


  คำตอบที่ 66  
 

พิสิทธิ์

1 ต.ค. 50
เวลา 23:38:34
คศ.314 วันที่ 31 มกราคม จึงได้ กำเนิดพระศาสนาจักรแห่งแรก ขึ้น คือ
พระศาสนาจักร กรีก ออโธดอกซ์(ภาษากรีก-ที่กรุงโรม)
โดยมี จักรพรรดิ์คอนสแตนติน ผู้ยังไม่ได้เชื่อในพระเยซูคริสต์ เป็นหัวหน้าพระศาสนาจักร

มีศูนย์กลางทางศาสนาอยู่ที่เมืองหลวงคือกรุงโรม ในราชอาณาจักรโรมันเดียว
(ขณะนั้นยังเป็นอาณาจักรโรมันเดียว)


คศ.325สังคายนาที่นีเชอาครั้งที่ 1(สังคายนาโดยสภาพระสังฆราช 8คน)
โดยจักรพรรคอนสแตนตินเป็นผู้สั่งการสังคายนาเอง
สังคายนาในครั้งนี้ได้ เริ่มประนามกลุ่มที่ออกมาต่อต้าน(เปรียบได้กับกลุ่มโปรแตสแตนท์ในปัจจุบันนี้)
และสรุปสังคายนว่า ที่นี่เท่านั้นจึงจะเป็นศาสนาที่สืบทอดมาจากพระเยซูคริสต์อย่างถูกต้องได้

คศ.337 จักรพรรดิ์คอนสแตนตินตาย โรมันถูกแบ่งออกเป็นสองราชอาณาจักร

คศ.363เป็นยุค-ที่ หลังจาก จักรพรรดิ์คอนสแตนตินได้ตายแล้ว
ราชอาณาจักรโรมัน ได้ถูกแบ่งออกเป็นโรมันตะวันตก กับ โรมันตะวันออก
แล้ว ต่างฝ่ายต่างก็มีจักรพรรดิ์
แต่จักรพรรดิ์ฝ่ายตะวันออกเท่านั้น จึงจะมีสิทธิสืบทอดเป็น หัวหน้าพระศาสนาจักรได้
ซึ่งมีศูนย์กลางทางศาสนาอยู่ที่เมืองหลวงใหม่คือกรุงคอนสแตนติโนเปิ้ล ในอาณาจักร ตะวันออก

และมีอำนาจเต็ม เหนือพระศาสนาจักรกรีกออร์โธด็อกซ์ ที่เมืองหลวงเก่า คือกรุงโรมด้วย
-ทั้งๆที่ในขณะนี้ทางกรุงโรมเมืองหลวงเก่า เริ่มใช้ภาษาละตินแล้ว

358-366 =8ปี ช่วงนี้ที่เมืองหลวงเก่าคือกรุงโรม กำลังว่างเว้นสังฆราช(โป๊ป)แห่งเมืองหลวงเก่า คือกรุงโรม
-แต่ที่เมืองหลวงใหม่กรุงคอนสแตนติโนเปิ้ล ก็ยังมีสังฆราช(โป๊ป)ที่เป็นหัวหน้าใหญ่ประจำกรุงคอนสแตนติโนเปิ้ล


คศ.363 ช่วงนี้ ที่ สภาเลาดีเซีย ยอมรับพระคัมภีร์ใหม่ 26 เล่ม ยกเว้นวิวรณ์ .
คศ.397ที่สภาคาร์เธจ ในแอฟริกา
นอกอำนาจของจักรพรรดิ์โรมัน
ประกาศยอมรับ เพิ่มอีกหนึ่งเล่มคือ วิวรณ์รวมเป็น27เล่ม
คริสเตียนเรายอมรับเอา 27เล่มนี้


จะเห็นได้ว่าคัมภีร์ใหม่ ที่คริสเตียนใช้ มิได้เกี่ยวข้องอะไรกับการรวบรวมหนังสือของคาทอลิค

เพราะว่าในขณะนั้นเอง ศาสนาจักรคาทอลิค ยังไม่ได้ถึอกำเนิดขึ้นมาในโลก

ตัวอย่าง-จะกระโดดข้ามไปให้เห็นภาพคร่าวๆ

ในปีคศ.752
ขณะที่โป๊ป สเตเฟนที่2(คนที่หนึ่ง) ได้เป็นโป๊ปเมื่อ 15มีนาคม คศ.752
เป็นโป๊ปอยู่ที่กรุงโรม ได้เพียงสามวัน ก็เกิดตายปริศนาเสียก่อน
ในขณะที่กำลังรอใบรับรอง จากทางหัวหน้าพระศาสนาจักรที่อยู่ในอาณาจักรไบเซนไทน์
ซึ่งก็คือพระจักรพรรดิ์ในอาณาจักรตะวันออกผู้เป็นหัวหน้าพระศาสนาจักร กรีกออรฺโธดอกซ์(ภาษากรีก)
หลังจากนั้นโป๊ป สเตเฟนที่2(คนที่สอง) ได้เป็นโป๊ปเมื่อ 26มีนาคม คศ.752
ก็ขึ้นเป็นโป็ปเองโดยเริ่มปฏิเสธอำนาจการแต่งตั้งจากทางไบเซนไทน์


ตัวอย่าง-จะกระโดดข้ามต่อไปที่

-ได้เคยปฎิเสธอำนาจการแต่งตั้งจากอาณาจักรตะวันออก
มาตั้งแต่ คศ.1378-1417 รวมเวลา49ปี
แต่จนกระทั่งมาถึงโป๊ปมาร์ตินที่ 5(1417-1431)ได้เป็นหัวหน้าศาสนาจักรคาทอลิค(โป๊ป)ฝ่ายตะวันตก ที่เมืองหลวงเก่ากรุงโรม
ก็โดยได้รับการแต่งตั้งและรับรองสิทธิให้เป็น(โป๊ป)ได้ ให้เป็นหัวหน้าในเขตอาณาจักรตะวันตกได้ ก็ โดยสภาสังคายนาเมืองคอนสแตนติโนเปิ้ล
ของศาสนาจักรกรีกออร์โธดอกซ์ในอาณาจักรตะวันออก

จนกระทั่ง เมื่องคอนสแตนติโนเปิ้ลถูกยึดโดย อิสลาม เมื่อ 29พฤศภาคม คศ.1453
อันเป็นการสิ้นสุด อาณาจักรไบเซนไทน์
และ ศาสนาจักรกรีกออร์โธดอกซ์ ซี่งมีพระจักรพรรดิ์เป็นหัวหน้าพระศาสนาจักร ก็ได้ถูกยกเลิกไป
และ ศาสนาจักรกรีกออร์โธดอกซ์ก็ได้ กลายเป็นศาสานาจักเล็กๆ ตั้งแต่นั้นมา

ตั้งแต่นั้นมาทางศาสนาจักรคาทอลิคจึงได้ถึอกำเนิดขึ้น คือได้เป็นโป๊ปจริงๆ อย่างเต็มตัว เสียที
 


  คำตอบที่ 67  
 

ปาน

1 ต.ค. 50
เวลา 23:45:11
นิกายใดในศาสนาคริสต์ไม่มีนักบวช

ที่จริงแล้วทุกคณะของโปรแตสแตนท์ ไม่มีนักบวช

เป็นแต่เพียงลงชื่อไว้ว่าเป็นนักบวชตามกฎหมายของประเทศไทยเราเท่านั้นเอง
 


  คำตอบที่ 68  
 

Kirill

2 ต.ค. 50
เวลา 14:20:50
ถ้าไม่รู้จริงเรื่องประวัติศาสตร์พระศาสนจักรตะวันตะวันออกอย่ามาลงเลยครับ

ussr.to/All/butcho/orthodoxth.htm


ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้ความเข้าใจทั่วไปเกี่ยวกับโบสถ์นิกายออร์ธอดอกซ์กันก่อน ว่าประวัติศาสตร์และเรื่องราวเกี่ยวกับโบสถ์คริสเตียนนั้นเริ่มเกิดขึ้นดังที่จะเล่าต่อไปนี้ ใน 50 วัน จากที่พระวิญญาณบริสุทธิ์จากพระเจ้าเสด็จมาสถิต ในวันเทศกาล เพ็นเทคศเต (เทศกาลของชาวคริสต์เตียนซึ่งตรงกับ วันอาทิตย์ที่ 7 หลังวันอีสเตอร์ เป็นการระลึกถึงการที่พระเยซูครีสต์เสด็จลงมาจากสวรรค์เพื่อพบเหล่าสาวกของท่าน) และจุดนี้เองเมื่อเหล่าคณะฑูตที่ร่วมกันอยู่ในที่เดียวในวันเทศกาลเพ็นเทคศเต ในทันใดนั้นมีเสียงมาจากฟ้าเหมือนเสียงพายุกล้าสั่นกล้องทั่วตึกที่เขานั่งอยู่นั้นมีเปลวไฟสัณฐาณเหมือนลิ้นปรากฎแก่เขาทุกคนเขาเหล่านั้นก็ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์จากพระเจ้าที่ประทานแก่พวกเขา พระวิญญาณบริสุทธิ์จึงตั้งต้นพูดภาษาอื่นๆตามที่พระวิญญาณทรงโปรดให้พูด และนี้เองก็เป็นการเริ่มต้นประวัติศาสตร์ของโบสถ์คริสต์เตียน


พระเจ้าทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์แก่เหล่าสาวก

ในการเริ่มต้นประวัติศาสตร์ของโบสถ์คริสต์เตียนนั้นมีเพียงหลักคำสอนของพระเจ้าที่เป็นไปในทางเดียวกันและกับความเลื่อมใสศรัทธาอันแรงกล้าของผู้นับถือคริสต์เตียน กับทางตรงกันข้ามของการกระทำทารุณของพวกยิวนอกรีตที่คอยกีดกันและกลั่นแกล้งรวมทั้งจากผู้ปกครองของโรมันในสมัยนั้น จากนั้นเรื่อยมา ในคริสต์ศักราช 312 ซึ่งเป็นปีการปกครองของกษัตริย์ Constantine ผู้ยิ่งใหญ่ประกาศให้มีอิสระภาพในการนับถือในศาสนาคริสต์เตียน

หลังจากนั้นเวลาผ่านไปเหล่าผู้นำและสาวกของคริสต์เตียนเริ่มต้นที่จะพัฒนาระบบคำสอนของโบสถ์คริสต์เตียนให้เป็นระบบเดียวกันโดยนำหลักคำสอนของพระเยซูคริสต์และเหล่าสาวกของท่าน มาเขียนไว้เป็นกฎในหนังสือ เพื่อนำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติของโบสถ์คริสต์เตียน การที่เหล่านักบุญได้นำหลักคำสอนของพระเยซูมาบันทึกไว้เป็นหนังสือ และพวกเขาต้องการที่จะรักษาหลักคำสอนของพระเยซูคริสต์ไว้ จากการเริ่มต้นครั้งนี้ โบสถ์คริสต์เตียนได้มีการรวบรวมหลักธรรมและคำสอน โดยเหล่านักบุญคริสต์เตียนทุกระแหง รวมทั้งผู้นำทางศาสนาของคริสต์เตียนได้มีการประชุมปรึกษากันตามสถานที่สำคัญ พวกท่านเหล่านี้มีความเลื่อมใสและศรัทธาอันแรงกล้า และในครั้งนั้นเหล่านักบุญของคริสต์เตียนได้ร่วมกันเป็นวัตถุประสงค์เดียวกันของโบสถ์คริสต์เตียนได้ 7 ครั้ง อยู่ได้ 787 ปี

จากนั้นเรื่อยมาผู้นำบาทหลวงคริสต์เตียนได้ชุมนุมกันเพื่อเขียนวินัยเพื่อใช้ในโบสถ์คริสต์เตียนและการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ของหลักคำสอนนี้เองที่ยับยั้งการแสวงหาสิ่งอื่นสำหรับประชาชนคริสต์เตียน “ผู้แสวงหาลัทธิอื่นผู้นั้นกำลังแสวงหาความหลงผิด” บังเกิดเหตุที่ไม่คาดคิดขึ้น เมื่อเหตุการณ์ทางการเมืองมุสลิมได้ทำให้คริสต์เตียนตะวันตกและคริสต์เตียนตะวันออกเริ่มปลีกตัวออกจากกันทั้งที่ก่อนหน้านี้ทั้งสองฝ่ายใช้หลักธรรมคำสอนที่สร้างขึ้นมาร่วมกันมาก่อนเพราะว่าฝ่ายคริสต์เตียนตะวันออกนั้นอยู่ภายใต้การเมืองของมุสลิมแต่ตลอดเวลาที่แยกจากกันนั้นความสัมพันธ์ระหว่างคริสต์เตียนตะวันออกและคริสต์เตียนตะวันตกนั้นยังแนบแน่นสัมพันธ์ดีดั่งที่เคยเป็นมา

และการแบ่งแยกครั้งยิ่งใหญ่ก็เกิดขึ้น ใน ความศ. 1054 เมื่อคริสต์เตียนตะวันตกได้เปลี่ยนหลักคำสอนใหม่และได้ละทิ้งหลักคำสอนเก่าที่เคยใช้ร่วมกันมากับโบสถ์คริสต์เตียนตะวันออก หลักคำสอนใหม่นี้ไม่เคยค้นพบว่าปรากฎมาก่อนซึ่งเป็นหลักคำสอนที่แตกต่างไปจากคริสต์เตียนตะวันออกโดยโบสถ์คริสต์เตียนตะวันตกได้ใช้ชื่อลัทธิว่า “คาร์ธอลิกซ์”ที่ใช้ชื่อนี้เพราะว่าศูยน์กลางของโบสถ์ได้เริ่มต้นที่ โรม ประเทศอิตาลี จึงได้ชื่อว่าโรมันคาร์ธอลิกซ์จนถึงทุกวันนี้

เกิดความผิดพลาดขึ้นหนแรก ก็มีหนที่สองตามมาในศตวรรษที่16 สมาชิกจำนวนหนึ่งของนิกายโรมันคาร์ธอลิกซ์ต้องการปลีกตัวออกจากหลักคำสอนของโรมันคาร์ธอลิกซ์ และต้องการที่จะสร้างลัทธิคำสอนของตนเองขึ้นมาใหม่ ด้วยเหตุที่ว่าโรมันคาร์ธอลิกซ์สามารถเปลี่ยนจากคริสต์เตียนลัทธิเก่าที่มีมาแต่ดั้งเดิมได้ ทำไมจะเปลี่ยนอีกไม่ได้ โดยกลุ่ม

นี้ต้องการที่จะสร้างหลักคำสอนใหม่ของคริสต์เตียนอีกเหมือนกัน นำโดย Martin Luther ผู้คัดค้านคำสอนของนิกายโรมันคาร์ธอลิกซ์หลายคนในสมาชิกคาร์ธอลิกซ์เริ่มปลีกตัวออกและเริ่มเขียนหลักวินัยใหม่ ซึ่งหลักคำสอนใหม่นี้ได้มีการขจัดข้อที่ยากให้ง่าย ต่อการปฏิบัติกว่าหลักคำสอนเก่าเดิม และให้เป็นวัตถุประสงค์เดียวกันจนถึงทุกวันนี้ซึ่งได้ชื่อว่าโบสถ์คริสต์ппเตียนนิกายโปแตสแต๊น

ส่วนเดียวของโบสถ์คริสต์เตียนตะวันออกที่ไม่เคยและไม่มีการเปลี่ยนหลักวินัยที่มีมาแต่ดั่งเดิมเริ่มต้นและ ไม่มีการเปลี่ยนหลักคำสอนของพระเยซูคริสต์ และ เหล่าสาวกของท่าน ในประวัติศาสตร์โบสถ์คริสต์เตียนตะวันออกได้ใช้ชื่อว่า “ออร์ธอด๊อกซ์” จนถึงทุกวันนี้บางคนคิดว่า จารีตนิยมแบบเเก่าของออร์ธอด๊อกซ์ และจารีตนิยมแบบใหม่ ของคาร์ธอลิกซ์และ โปแตสแต๊นต์นั้น เหมือนกัน และไม่แตกต่างกันในความเป็นจริงแล้ว ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ลัทธิที่มีหลักการปฏิบัติและเชื่อมั่นศรัทธาต่อพระเจ้าอย่างแรงกล้านั้นคือ คริสต์เตียนออร์ธอด๊อกซ์ ซึ่งเขียนเป็นภาษารัสเชี่ยนว่า Pravoslavnaia แยกออกได้เป็นสองคำ(Православная) คำแรกคือ Pravo คือความถูกต้อง Slavnaia คือการสรรเสริญความหมายรวมกันก็คือ “การสรรเสริญที่ถูกต้อง” เป็นเวลากว่า 2,000ปีแล้วที่โบสถ์คริสต์เตียนนิกายออร์ธอด๊อกซ์ ที่ยังสรรเสริญในพระเกียรติของพระเจ้าผู้ช่วยให้มนุษย์พ้นบาปจากการทำชั่ว เพื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้สถิตไว้แก่เรา




สถานที่ศักดิ์ในเวลานี้ ที่ซึ่งพระเยซูคริสต์ใช้เป็นสถานที่เทศนาห์เหล่าสาวกของท่าน
และเป็นสถานที่ ๆ พระองค์ทรงปรากฎพระวรกายต่อเหล่าสาวกของพระองค์หลังจากที่พระองค์ทรงเสด็จสวรรคตได้ 3 วัน
และทรง เสด็จฟื้นคืนชีพตามคำทำนายของพระเจ้า ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเยรูซาเลมประเทศอิสราเล
 


  คำตอบที่ 69  
 

rill

4 ต.ค. 50
เวลา 22:34:38
คุณ Kirill คาทอลิค มั่วส่งเดชมันไปเลย
 


  คำตอบที่ 70  
 

Jo-IE

4 ต.ค. 50
เวลา 23:32:49
มันก้อเหมือนกับคนที่โพสในบอร์ดคนรักทักษิณ <-> กับคนที่โพสในบอร์ดคนรักชวน รักสนธิ รักคณะปฎิวัติ

ใครรักใครชอบใคร <-> และใครเกลียดใคร ใครไม่ชอบใคร

ต่างคนต่างก้อคุยกับคนใน กลุ่มเดียวกัน <-> ที่รักใครชอบใครเหมือนๆกัน เชื่อเหมือนๆกัน

ก้อโพสให้ตรงบอร์ดซะ ให้ตรงกับความเชื่อ ความศรัทธาของตัว

แค่นี้ก้อ ต่างฝ่ายต่างก้อมีความสุขแล้ว

Jo-IE
 


  คำตอบที่ 71  
 

จริง

6 ต.ค. 50
เวลา 4:53:58
จริง
 


  คำตอบที่ 72  
 

คริสเตียนที่ตามพระเยซูเจ้า

7 ต.ค. 50
เวลา 0:09:31
ขอโทษนะค่ะ นี่หรือคือคนที่ตามพระเยซูเจ้า พระองค์ยังเคยบอก ใครเชื่อเราก็ตามเรามา ตอนนั้นมีคนที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มพระเยซูแต่ไล่ผีในนามพระเยซู ท่านยังไม่ว่าเลย ท่านว่า"ใครเชื่อเราก็เป็นแกะของเรา"

ขอโทษนะค่ะ ถ้าใครที่ไม่ใช่พวกคุณแล้วก็หาว่าผิด ขัดไปหมด เลิกเรียกตัวเองว่าคริสเตียนเหอะค่ะ พระเยซูเจ้าไม่ได้สอนให้ทำตัวเป็นอันธพาลนะค่ะ แต่สอนให้ให้อภัย และเข้าใจซึ่งกันและกัน ไม่งั้นเราเองแหละที่จะไม่ต่างกับฟาริสี

แล้วบทของคุณKirillเห็นด้ว่าไม่ใช่คาทอลิกและโปรเตสแตนท์ เพราะมีการโจมตีคาทอลิกอยู่ ดังนั้นเป็นไปได้ที่คุณKirilเป็นออร์โธด๊อกซ์/คอปติก/ไม่ก็มูนนี่

ชั้นไม่ใช่คาทอลิก และไม่มีวันเป็นด้วย ชั้นมาจากคริสตจักรไหนไม่สำคัญ แต่สำคัญกว่าว่าชั้นเชื่อพระคริสต์

 


  คำตอบที่ 73  
 

Ecumenical

8 ต.ค. 50
เวลา 23:53:27
เห็นด้วยกับคุณ 72 ค่ะ ชอบคำพูดในสองส่วนด้านบนของคุณมาก
เล่นบอร์ดต้องทำใจ แบบนี้เราเจอมามากจนชินแล้วค่ะ

แต่ขอแสดงความคิดเห็นด้วยความเคารพ(ไม่ใช่ความขัดแย้ง)นิดนึงนะคะ
การที่จะบอกว่าบทความของคุณ Kirill ไม่ใช่คาทอลิกและไม่ใช่โปรฯ เนื่องจากมีข้อความที่โจมตีคาทอลิกคงไม่ใช่เหตุผลค่ะ เพราะประวัติศาสตร์ก็คือประวัติศาสตร์ซึ่งถ้ามีความผิดพลาดเกิดขึ้นจริงก็ต้องว่ากันไปตามจริง ไม่ใช่ว่าตนเป็นสายไหนแล้วสายนั้นจะต้องเลิศจนหาที่ติไม่ได้ มนุษย์ย่อมมีความผิดพลาดเสมอค่ะ ความจริงประวัติศาสตร์ทุกสายบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงเหมือนกันแหละค่ะ แต่อยู่ที่คนถ่ายทอดว่าถ่ายทอดตรงกับที่ประวัติศาสตร์บันทึกหรือไม่ ถ้าเราเคยเล่นเกมส์กระซิบ หรือเกมส์ใบ้ เราจะรู้ว่าต้นตอให้ข้อมูลหรือเประโยคเดียวกัน แต่เมื่อกระซิบมาถึงคนท้ายๆข้อมูลจะเริ่มเปลี่ยนไป และความเข้าใจก็จะเริ่มไม่ตรงกันค่ะ ยิ่งถ้าผู้ถ่ายทอดใส่อารมณ์ในการถ่ายทอดโน้มเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งตามจุดที่ตนยืนอยู่ น้ำหนักของข้อเท็จจริงในตัวรับการถ่ายทอดก็จะเปลี่ยนไปด้วยค่ะ

จากเวปไซท์ที่คุณ Kirill อ้างอิงเป็นประวัติศาสตร์สายออร์โธดอกซ์ แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณ Kirill เพราะพีน้องออร์โธดอกซ์ที่ใช้ภาษาไทยได้ขนาดนี้ยังไม่มีเลยค่ะ(มีแต่ชาวรัสเซีย) คุณ Kirill จะเป็นกลุ่มลัทธิไหนรึเปล่าอันนี้ไม่ทราบ เราคงไปตัดสินเค้าไม่ได้ แต่จากการคาดเดา น่าจะเป็นพี่น้องคาทอลิกมากกว่าค่ะ

________________________________________

(ไม่ได้เข้ามานาน ที่นี่ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน วันนี้พอมีเวลา จึงขอพูดหน่อย)
พี่น้องในบอร์ดนี้(บางคน) มีท่าทีเหมือนตั้งป้อมจะคอยจับผิดพี่น้องที่เข้ามาใช้บอร์ดตลอดเวลา และตัดสินผู้ที่เข้ามาเล่นแบบผิดๆ บ่อยมากกๆ จริงๆ ค่ะ พอคิดไม่เหมือนที่ตัวคิดก็ยัดเยียดให้เหมาเอาว่าเป็นกลุ่มสอนผิดพวกนู้นพวกนี้หมด -*- ถึงแม้บางครั้งอาจจะเป็นพี่น้องสายอื่นที่เข้ามาเล่นจริง เค้าก็มาด้วยความเป็นมิตร แต่หลายๆคนไม่ได้ทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดี ชวนแขกทะเลาะบ้าง ไล่แขกบ้าง และไม่ได้แสดงความรักเหมือนที่พระองค์สอน และถึงแม้เค้ามาด้วยไม่เป็นมิตร แต่พระเจ้าสอนให้เราตอบแทนความชั่วด้วยการดี ถ้าเค้ามาชวนทะเลาะ แทนที่เราจะทะเลาะตอบ เราให้ความรักแทน หรือถ้าจะชี้แจงก็ทำอย่างสุภาพไม่ดีกว่าที่จะไปรุมกัน เฮ้วๆๆ ไล่แขกหือไปใส่ความตัดสินว่าเค้าเป็นลัทธิเทียมเท็จพวกนู้นพวกนี้ไม่ดีกว่าหรอคะ (อย่างกรณีคุณพาเธอิคเป็นคาทอลิกที่สนใจออร์โธดอกซ์ และสนับสนุนเอกสัมพันธ์ ก็ถูกหาว่าเป็นคนเดียวกับคุณยูโทเฟียและหาว่าเป็นมูนนี่) และหลายๆ ครั้งกลุ่มคนที่พี่น้องที่นี่บางคนเข้าใจหรือหาว่าเป็นพี่น้องต่างสาย(คาทอลิก)แต่ที่จริงก็โปรฯด้วยกัน แต่เมื่อแนะนำตัวก็ไม่เชื่อ (เช่นน้อง BoYz เป็นแบ๊พติส และข้าพเจ้าเป็นลูเธอร์แรนแต่เราสนับสนุนเอกสัมพันธ์) ชี้แจงก็หาว่าโกหก พูดไปก็เหมือนเดิม ข้าพเจ้าเคยเจอกับเหตุการณ์แบบนี้นับครั้งไม่ถ้วน(จนชินแล้ว) และปัจจุบันก็ยังเจอ และไม่ใช่ข้าพเจ้าและคนที่ยกตัวอย่างมาเท่านั้นที่เจอ ยังมีพี่น้องท่านอื่นๆทั้งข้าพเจ้ารู้จักและไม่รู้จักอีกหลายท่านที่เจอกับเหตุการณ์เช่นนี้ เพียงเพราะเราสนับสนุนเรื่องของเอกสัมพันธ์ ที่หลายๆคนต่อต้านแต่กลับสนับสนุนเอกสงครามมากกว่า...
 


  คำตอบที่ 74  
 

Jesus Love

9 ต.ค. 50
เวลา 8:35:51
พี่ๆ คะ ไม่เห็นใจน้องๆผู้เชื่อใหม่ อย่างหนูบ้างเลยเหรอคะ เข้ามาที่ไร ไม่เข้าใจทุกที ...คิดอยู่ว่ามาถูกหรือผิด ที่มาเป็นคริสตเตียน...เพราะไม่ต่างอะไรเลย....อ่ะ
 


  คำตอบที่ 75  
 

+++

9 ต.ค. 50
เวลา 10:25:05
เลือกที่จะรับ ช่องความคิดเห็นไหน ไม่พัฒนาฝ่ายวิญญาณ ( กรุณาเปลี่ยนช่องใหม่ )
 


  คำตอบที่ 76  
 

BoYz

9 ต.ค. 50
เวลา 10:40:44
เห็นด้วยกับ 72 - 73 - 75

น้อง 74 Jesus Love
พี่ขอหนุนใจนะคับ ให้มองดูที่พระเจ้า
คริสเตียนแท้ จิตใจอ่อนโยน อ่อนหวาน และประพฤติดี สร้างสันติ และเป็นตะเกียงส่องสว่างแสงธรรมให้กับผู้อื่น

ส่วนคริสเตียนเก๊ พระเยซูได้เตือนเรา ให้เราวัง สุนัขจิ้งจอกในคราบแกะ ไว้แล้ว

พี่จึงเป็นกำลังใจให้น้องที่จะยืนหยัดเพื่อพระคริสต์ต่อไป อย่าให้เราสะดุดหินหกล้ม เพราะฝีมือของสุนัขจิ้งจอก ที่จ้องแต่จะทำลายและสร้างสงคราม

สันติสุข สามัคคี ความรัก ท่าทีถ่อมสุภาพ อ่อนโยน และความรู้สึกที่ดี
มีสิ่งเหล่านี้เมื่อไร นี่คือคริสเตียนแท้ ที่พระเยซูจะทรงรับเข้าสวรรค์

อย่าให้เราไปฟังเขาว่ามาอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ให้เราอ่านพระคัมภีร์ และให้ความสำคัญกับทุกๆข้อ เราก็จะเข้าถึงพระคริสต์ได้อย่างถูกต้องและเข้าใจ
บางทีการตีความบางอย่างนั้นก็ไม่เป็นกลาง บางทีก็สุดโต่ง
ข้อพระคัมภีร์บางข้อก็เป็นอุปมาอุปมัย เมื่ออ่านแล้วต้องทำความเข้าใจพระลักษณะพระเจ้าไปในตัวด้วย

ก็ขอหนุนใจว่าอย่าใส่ใจกับคริสเตียนปลอม ที่ชอบเปลี่ยนชื่อไปมาเพื่อสร้างความร้าวฉาน รวมไปถึงผู้ที่ไม่ประสงค์สันติด้วยครับ
 


  คำตอบที่ 77  
 

คนรักความจริง

22 ต.ค. 50
เวลา 19:48:59
ขอพูดกับคุณ นก+เนห์ อะไรนั่นหน่อย ผมตั้งแต่เกิดมาจนกระทั้งเดี๋ยวนี้อายุ 38 แล้วครับ แล้วนับถือคาทอลิกมาตั้งแต่คุณพ่อคุณแม่ตกทอดกันมา ยังไม่เคยได้ยินเลยว่า

- คาทอลิกเชื่อว่าการถวายทรัพย์สามารถลบบาปได้

เอามาจากไหนครับ ผมเป็นคาทอลิกคนหนึ่ง แต่ผมรับรองได้เลยว่าคาทอลิกไม่เคยมีครับ กล่าวหาอะไรกันต้องมีหลักฐานสิครับ

ถ้าพูดถึงนายมาร์ติน ลูเธอร์ที่ประท้วงเพราะคุณพ่อที่วัดนั้นต้องการเงินไปสร้างวิหาร แต่ต้องการให้คนมาบริจากมากๆ เพราะเงินไม่พอที่จะนำไปสร้างวิหาร จึงประกาศขายใบปีติ ที่ชาวอิสราเอล เรียกว่า "ใบเป่าเขาสัตว์" คือใบยกบาปเป็นพิเศษสำหรับคนที่ถวายเงินสร้างวิหาร ก็ถือว่าเป็นความไม่ถูกต้องของบาทหลวงสมัยนั่น แต่ไม่ใช่คาทอลิกทั้งหมดหรือยุคอื่นนะครับต้องเข้าใจด้วย
 


  คำตอบที่ 78  
 

คนรักความจริง

22 ต.ค. 50
เวลา 20:32:05
อ้างอิง
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------
เด็กsisterแต่มาเป็นคริสเตียน

อยากรู้มานานแสนนานแล้วว่าทำไมคาทอลิค โปรเตสแตนต์(ไม่รู้ถูกหรือเปล่า)และออโธดอกซ์ แตกต่างกันอย่างไรและทำไมคาทอลิคต้องนับถือแม่พระ คริสเตียนไม่นับถือ และโบสถ์ของออโธดอกซ์เป็นลักษณะแบบใดและอยู่ที่ไหนในประเทศไทยตามข้อมูลที่รู้คือในประเทศไทยมีนิกายออโธดอกซ์ด้วย
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------

ศิษย์ที่พระเยซูตั้งไว้ระดับบนมี 3 คน คือ เปโตร ยอห์น และยากอบ แต่เปโตรเป็นผู้นำสูงสุดในกลุ่มศิษย์ทั้งหมด คือเป็นพี่ใหญ่นั่นเอง เราเชื่อสิทธิ์อำนาจเขาเข้ามาบนโลกนี้โดยทางพระเยซู และพระเยซูผู้เดียวมีสิทธิ์อำนาจ ดังนั้นพระเยซูจึงตั้งเปโตรให้มีสิทธิอำนาจลองลงมาจากพระองค์เมื่อพระองค์ต้องกลับสู่สวรรค์ สิทธิอำนาจปกครองคริสตจักรศุนย์กลางอยู่ที่เปโตร ไม่ว่า คจ.ท้องถิ่นหรือสาวกคนใดไปบุกเบิกก็ต้องขึ้นตรงแก่ส่วนกลาง โดยมี เปโตรเป็นประมุขสูงสุด ระบบของพระเจ้าปกครองเป็นระดับชั้นลงมา เป็นระบบแห่งสิทธิอำนาจคือการเชื่อฟัง แต่ในยุคแรกๆ ก็มีกลุ่มลัทธิต่างๆ ที่ชาวยิวพยายามตั้งขึ้นมาไม่ได้ขึ้นตรงต่อสิทธิอำนาจของ คริสตจักรสากล แล้วก็สอนผิดเพียนไป หลายต่อหลายลัทธิ แต่ในที่สุดกล่มสลายไปเพราะว่าไม่ได้รับการอวยพรจากพระเจ้า

คริสต์ชนก็ต้องถูกจักรวรรดิ์โรมันเบียดเบียน เป็นเวลาสามร้อยกว่าปี จนกระทั่งจักรพรรดิ์คอสแตนตินกลับใจเชื่อพระเจ้า แล้วประกาศให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำชาติของโรมัน มีนามว่า โรมันคาทอลิก คำว่า "คาทอลิก" แปลว่า "สากล" มีการเคารพสิทธิอำนาจ ผู้นำ คจ.สากล ซึ่งสืบทอดลงมาจากเปโตร และยกย่องมีอำนาจสูงสุดที่เราเรียกกันว่า "สันตะปาปา" ส่วนความเชื่อของคาทอลิกนั่นตกทอดกันมาจากสาวกยุคแรกๆ เชื่อในพระแม่มารี เชื่อในประวัติซาตาน ตกทอดกันมาอย่างถูกต้อง แล้วออโทด๊อกซ์ก็เชื่อเช่นเดียวกัน

แต่เนื่องจากจักรวรรดิ์โรมันมีดินแดนที่ใหญ่โตจึงแบงออกเป็น จักรวรรดิ์โรมันตะวันออก และตะวันตก เนื่องจากการไปมาก็ลำบากพื้นดินมันห่างไกลเวลาประชุมก็ต้องเดินทางไปถึงกรุงโรม ทำให้พระสังฆราช(บิชอพ) แยกตัวเอกเป็นนิกาย กรีก ออโดด๊อกซ์ ทั้งคาทอลิกและออโทด๊อกซ์ มีความเชื่อเหมือนกันทุกประการ เชื่อในพระแม่มารี เชื่อในนักบุญ เชื่อในวิญญาณในไฟชำระ เป็นความเชื่อที่ถูกถ่ายทอดตกลงมาจากอัครสาวกหรือที่เรียกกันว่า อะโพสโตโร ถึงทั้งสองนิกายจะมีความเชื่อเหมือนกันแต่ว่าจารีตในพิธีกรรมแตกต่างกัน คือจารีตในพิธีกรรมตะวันออก กับจารีตพิธีกรรมตะวันตก

ส่วนโปรแตสแตนท์ เกิดขึ้นในปี 1562 โดย นายมาติน ลูเธอร์ เป็นชายที่เกิดการกลัวผีเลยหนีไปบวชในคณะออกัสติน ในประเทศเยอรมันต่อมาไม่เห็นด้วยที่บิชอพที่นั่นขายใบยกบาปเพื่อนำไปสร้างวิหาร เป็นความไม่ถูกต้องอย่างมากที่คาทอลิกสมัยนั้นทำอย่างนั้น ที่จริงแล้วเป็นการอาศัยสิทธิอำนาจหาเงิน เพราะคาทอลิกเชื่อฟังสิทธิอำนาจสูง เพราะบาทหลวงสามารถยกบาปหรือไม่ยกบาปใครก็ได้จึงอาศัยสิทธิอำนาจตรงนี้ออกไป ปีติ (ใบเป่าเขาสัตว์ตามพระคัมภีร์เก่าของยิว) เป็นพระพรพิเศษถ้าใครซื้อใบทำบุญสร้างวิหารจะได้รับการยกบาปเป็นพิเศษ แล้วนายมาร์ตินลูเธอร์ ก็เกิดไม่เห็นด้วยจึงกบฏต่อพระศาสนจักร แยกไปตั้งตัวใหม่ ตัดทุกอย่างที่ไม่มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ทิ้ง ไม่ยอมรับความเชื่อเก่าๆ ที่ตกทอดกันมายึดถือเพียงพระคัมภีร์อย่างเดียวแล้วตีความขึ้นมาเองใหม่หมด คำว่า "โปรแตสแตนท์" แปลว่า "ต่อต้าน หรือ ค้าน" เพราะเขาค้านคาทอลิก หลังจากนั้นก็เกิด คจ. ต่างๆ เกิดขึ้นมาเต็มไปหมด ชาวโปรแตสแตนท์ คจ.เขาจะ คจ.ใคร คจ.มัน แล้วแต่ใครจะตั้งเองก็ได้ โดยไม่ได้ขึ้นตรงต่อสิทธิอำนาจของส่วนกลาง อย่างคาทอลิก หรือออโทด๊อกซ์ ดังนั้น โปรแตสแตนท์จึงมี คจ. หลายชื่อเต็มไปหมด สอนถูกตามพระคัมภีร์บ้าง สอนผิดพระคัมภีร์บ้าง เต็มไปหมด แล้วก็มีพวกลัทธิใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมายในเวลาไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมา เช่น หองสังเกตการณ์ มอร์มอน ลูกพระเจ้า ฯลฯ อะไรต่อมีอะไรที่เกิดขึ่นในอเมริกา

ในเมืองไทยโปรแตสแตนท์ก็มีหลาย คจ. เช่นกัน ทั้งสองผิดบ้างสองถูกบ้าง แต่ทุกคจ.ในเมืองไทยต้องจดทะเบียนต่อสภา คจ. แต่ก็มีบางแห่งที่ยังเถื่อนอยู่อย่าง คจ. ความหวัง ซึ่งคนไทยตั้งขึ้นมาเองแล้วก็รู้สึกจะมีอะไรไม่ชอบมาพากลอยู่ในนั้น ส่วนสมาชิกก็ชอบพูดว่า ตัวเองเป็น คจ.เที่ยงแท้ของพระเจ้า เพราะมีหมายสำคัญและการอัศจรรย์ ซึ่งน่าปวดหัวมาก ก็จัดว่าเป็น คจ.เถื่อนที่น่ากลัวและเป็นภัย คจ.หนึ่ง
 


  คำตอบที่ 79  
 

mm

22 ต.ค. 50
เวลา 21:54:22
เชื่อแบบไหนไม่สำคัญ สำคัญที่ว่าคุณยังมีบาปอยู่หรือไม่ ?
คุณเชื่อว่า พระเยซูคริสต์ไถ่บาปให้คุณตั้งแต่ อดีต ปัจจุบันและอนาคต แล้วหรือยัง? ถ้ายัง คุณก็ถูกพิพากษาแน่
 


  คำตอบที่ 80  
 

j.c.m

23 ต.ค. 50
เวลา 22:15:11
เชื่อแบบไหนไม่สำคัญไม่ถูกต้อง..เพราะมันต้องมีความมั่นใจในความรอด..
 


| หน้า 1 2 3 4 5 6 7 8 |


กรุณาloginก่อนโพสต์
  
Jaisamarn Full Gospel Church 10-12 soi 6 sukhumvit Rd. klongtoey Bangkok
Tel. +66(0)2253-0082 , +66(0)2253-9081-4 FAX +66(0)2653-0127