ตอบคำถามเพิ่ม คลิกที่นี่
 
  เรื่องจริงของ "สตรีมุสลิม" ที่พบทางสว่างแห่งชีวิต  
 

ฟาติมะ

12 ต.ค. 48
เวลา 18:32:03

พิมพ์
แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน
ลูกคนกลาง...เด็กวันพุธ

โดย... “ฟาติมะ”

“ปลายเหรอลูก อ้าว โทษทีโทรผิด นึกว่าปลาย” จากนั้นผู้พูดก็วางหูทันที

อีกแล้ว! ครั้งที่เท่าไรแล้วนะที่พ่อโทรผิด คงจะเป็นสิบเป็นร้อยครั้งได้แล้วมั้งนับตั้งแต่ฉันมาอยู่กรุงเทพฯ ดูเหมือนคำว่า “โทรผิด” สำหรับพ่อจะเป็นคำพูดติดปากอัตโนมัติทุกครั้งที่โทรหาน้องชายฉัน แต่กลับได้ยินเสียงฉันรับโทรศัพท์

พ่อจะรู้ไหมนะว่าทุกครั้งที่ฉันรับสายและได้ยินคำว่าโทรผิดนั้น ฉันร้องไห้ ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงวางสายทันทีที่พ่อรู้ว่าโทรผิด ฉันขมขื่น เสียงวางหูโทรศัพท์เปรียบเสมือนเสียงกรีดทุ้มของท่อนเหล็กร้อน ๆ ที่วางนาบลงบนเนื้อหัวใจ มันเจ็บแสบ ปวดร้อน บาดแผลเก่าในหัวใจฉันถูกทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำอีก

นับแต่จำความได้ ฉันได้รับการเลี้ยงดูและเติบโตมาในครอบครัวมุสลิมที่เคร่งครัด พ่อฉันทำกิจการค้าหลายอย่าง ท่านจึงเป็นที่รู้จักและได้รับความเคารพนับถือมากคนหนึ่งในจังหวัดยะลา ฉันมีพี่น้องสามคน คือพี่ต้น ตัวฉัน และน้องปลาย

อาจจะจริงอย่างหลายคนพูดก็ได้ว่า ลูกคนกลางที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Wednesday child (เด็กวันพุธ) เป็นเด็กมีปัญหา ใช่...ฉันมีปัญหา เพราะตั้งแต่เล็ก ๆ มาแล้วที่ฉันเหมือนตัวคนเดียว ไร้ญาติขาดมิตร ไม่มีใครรัก ไม่มีใครสนใจ ดูเหมือนแม่จะรักใคร่แต่พี่ต้น และพ่อจะห่วงใยแต่น้องปลาย ส่วนตัวฉันถูกกักเก็บไว้แต่ในบ้าน พ่อแม่ห้ามฉันคบหาสมาคมกับเด็ก ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนไทยพุทธและไทยเชื้อสายจีน ฉันจึงแทบไม่มีเพื่อน ถึงมีเพื่อน พวกเขาก็ต้องมาเล่นหรือทำการบ้านที่บ้านฉัน พ่อแม่ห้ามฉันออกไปข้างนอก ถ้าจะไปดูหนังกับเพื่อน ๆ พ่อก็ต้องไปด้วย ด้วยเหตุนี้ วัยเยาว์อันร่าเริงสนุกสนานของฉันจึงขาดหายไปอย่างสิ้นเชิง

อย่างไรก็ตาม นับเป็นการอัศจรรย์ยิ่งที่ตอนเล็ก ๆ ฉันได้เรียนที่โรงเรียนคาทอลิกแห่งหนึ่งในจังหวัดยะลา ทุกวันก่อนไปโรงเรียน แม่จะสั่งห้ามฉันไม่ให้พูดคุยกับบาทหลวงหรือแม่ชี ไม่ให้เข้าไปดูหรือยุ่งเกี่ยวกับพิธีทางศาสนาของคาทอลิก แต่สำหรับเด็ก ๆ แล้ว การยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ฉันจึงมักจะแอบไปด้อม ๆ มอง ๆ แถวโบสถ์อยู่เสมอด้วยความอยากรู้อยากเห็น พฤติกรรมของฉันจับความสนใจของหลวงพ่อท่านหนึ่ง วันหนึ่ง ท่านเรียกฉันเข้าไปในโบสถ์ ฉันจึงก้าวเท้าเข้าไปอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ และได้เเห็นรูปปั้นของพระเยซูถูกตรึงกางเขนเป็นครั้งแรก รูปปั้นนั้นใหญ่เท่าคนจริงและโลหิตสีแดงสดก็หลั่งไหลเปื้อนเปรอะออกมาตามศีรษะ มือ และเท้าของพระองค์ ด้วยความเป็นเด็ก ฉันจึงยิงคำถามมากมายใส่หลวงพ่อว่า ชายผู้นี้เป็นใคร ทำไมเขาถึงถูกทำร้ายอย่างนั้น แล้วเขาเจ็บไหม ท่านจึงเล่าเรื่องของพระเยซูคริสต์ให้ฉันฟัง

โดยปกติแล้วที่บ้านจะส่งรถมารับฉันหลังโรงเรียนเลิก ฉันจึงมักจะรอรถอยู่คนเดียวเพราะเพื่อน ๆ กลับบ้านไปหมดแล้ว และฉันต้องมายืนรอตรงหน้าประตูโรงเรียนซึ่งอยู่ใกล้โบสถ์ นับตั้งแต่ได้รู้เรื่องของพระเยซู ฉันจึงใช้เวลาช่วงนี้แอบมองเข้าไปในโบสถ์และถามพระองค์บ่อย ๆ ว่าเจ็บไหม ฉันรู้สึกสงสารพระเยซูมาก พระองค์คงเจ็บน่าดูสินะที่ถูกตอกตรึงด้วยตะปูเช่นนั้น อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาอันโดดเดี่ยวอ้างว้างแห่งการรอคอยเหล่านั้น ฉันเพิ่งมารู้เมื่อหนึ่งปีมานี้เองว่า พระเยซูทรงอยู่เป็นเพื่อนฉันตลอดเวลา

อีกแล้ว! ความขมขื่นน้อยเนื้อต่ำใจที่ถูกเก็บกดไว้ตลอดชีวิตฉันผุดขึ้นมาอีกแล้ว มันเกิดขึ้นเสมอหลังจากที่ได้รับโทรศัพท์เช่นนั้นจากพ่อ ความรู้สึกนี้ก็เหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา แต่ เอ! ทำไมครั้งนี้มันเจ็บลึกปวดร้าวกว่าที่เคยนะ ทุกทีฉันก็ทนได้นี่ ทุกครั้งฉันจะสลัดมันทิ้งไปแล้วเสแสร้งกลบเกลื่อนด้วยการปลอบประโลมใจตัวเองว่า ตอนนี้ฉันมีความสุขแล้ว ฉันมีสามีที่รับผิดชอบ มีลูกชายที่น่ารัก มีชีวิตที่สมบูรณ์สะดวกสบาย ฉันมีทุกสิ่งแล้ว ก็เพียงพอแล้วนี่ที่จะชดเชยความขาดทั้งหลายทั้งปวงในอดีต เพียงพอแล้วที่จะถม “รู” บาดแผลในหัวใจฉันให้เต็ม กลาง! ฉันบอกตัวเอง แล้วแกจะเอาอะไรอีกล่ะ

นั่นสินะ ฉันจะเอาอะไรอีก ก็ฉันมีทุกอย่างแล้วนี่ ฉันไม่น่าจะต้องการสิ่งใดอีก แต่เปล่าเลย จิตสำนึกลึก ๆ บอกว่าฉันเหงา...ว้าเหว่ ฉันต้องการความรัก ทรัพย์สินเงินทองตลอดจนสามีและลูกก็มิอาจปิดทับหรือถมเต็มช่องว่างในหัวใจฉันได้

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ความรู้สึกที่เก็บกดอัดอั้นอยู่ในส่วนลึกแห่งจิตใจก็พลุ่งออกมาพร้อม ๆ กับน้ำตาแห่งความขมขื่นที่ทะลักล้นราวกับเขื่อนทลาย ฉันร้องไห้...ร้องจนคิดว่าบ่อน้ำตาตัวเองคงจะต้องเหือดแห้งเป็นแน่...ร้องจนหอบตัวโยน ฉันรู้สึกเหนื่อย...เหนื่อยแทบขาดใจ ช่วยด้วย...ใครก็ได้ช่วยฉันด้วย และแล้วทันใดนั้นฉันก็นึกถึงพระเยซู…

พระเยซูที่พี่ทิพย์ พี่วนิดา และพี่น้องคริสเตียนพูดให้ฉันฟังครั้งแล้วครั้งเล่า และฉันก็รับฟังเข้าหูซ้ายแล้วทะลุออกหูขวาทุกคราไป พระเยซูบนกางเขนในโบสถ์คาทอลิกที่ตอนเป็นเด็กฉันแอบมองและเฝ้าถามพระองค์อยู่เสมอว่าเจ็บไหม พระเยซูที่ใคร ๆ ก็บอกว่าเป็นความรัก เป็นทุกสิ่ง พระเยซูที่สามารถเติมเต็มความรู้สึกโหวงเหวงว้าเหว่ในหัวใจได้ โอ...ใช่แล้ว ฉันต้องการพระเยซู!

ฉับพลันนั้นเอง ฉันก็รู้สึกเหมือนมีลมเย็นอันรวยรื่นพัดมาปะทะร่างฉันแผ่ว ๆ ใบไม้บนต้นไม้ประดิษฐ์แกว่งไกวไหวพลิ้ว ฉันตกใจมาก เป็นไปได้อย่างไร ฉันปิดประตูหน้าต่างหมดทุกบานแล้วนี่นา เพราะฉันไม่อยากให้ใครได้ยินเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นเพื่อให้สาสมกับความขัดข้องหมองหม่นของตัวเอง แล้วก็ไม่มีใครอยู่บ้านเลย มีแต่ฉันนั่งชันเข่าทอดอาลัยในชีวิตอยู่คนเดียวหลังครัว เกิดอะไรขึ้นหรือ ฉันถามตัวเอง จากนั้นฉันก็รู้สึกเหมือนมีผ้าแพรบาง ๆ มาปกคลุมหุ้มห่อร่างฉัน ทำให้ฉันรู้สึกเย็นสบายแต่ภายในกลับอบอุ่นอย่างประหลาด ฉันตกใจแต่ขณะเดียวกันก็ชอบ เพราะฉันไม่เคยสัมผัสความรู้สึกเช่นนี้มาก่อน อย่างไรก็ตาม ฉันตัดสินใจเดินหนีขึ้นข้างบน ขณะเดินขึ้นบันได ฉันก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นในใจว่า “อย่ากลัวเลย เราเป็นพระเจ้า”

เมื่อขึ้นไปถึงห้องนอนข้างบนแล้ว ความตกใจกลัวทำให้ฉันเฝ้าแต่ถามตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้น เราเป็นอะไรไปหรือ

คืนนั้นเองฉันล้มตัวลงนอนหลับสนิทที่สุดในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา นั่นอาจจะเป็นเพราะความอ่อนเพลียเหนื่อยล้าจากการทำงานมาตลอดทั้งวัน พอใกล้รุ่งสางประมาณตีสี่ตีห้า ฉันก็รู้สึกเคลิบเคลิ้ม กึ่งฝันกึ่งตื่นว่ามีผู้ชายคนหนึ่งมาเคาะที่ประตูหน้าบ้าน คลับคล้ายคลับคลาว่าฉันเคยรู้จักเขามาก่อน แม้จะปฏิเสธว่าไม่รู้จักแต่ในส่วนลึกฉันกลับรู้สึกคุ้นเคยสนิทสนมกับเขามาก ฉันจึงเปิดประตูให้เขาเข้ามาข้างในพร้อมกับแนะนำทุกอย่างภายในบ้าน ชี้ชวนเขาให้ดูห้องกินข้าว ห้องครัว และห้องนอนที่อยู่ข้างบน แล้วฉันกับเขาก็นั่งลงตรงโต๊ะกินข้าว จากนั้นฉันก็ชี้ให้เขาดูรูปพระเยซูเสวยพระกระยาหารมื้อสุดท้ายกับสาวก ฉันยังบอกเขาเลยว่ารูปนั้นเหมือนกับเราตอนนี้เลย เราคุยกันแต่เขามิได้เอื้อนเอ่ยวาจาใด ๆ ออกมา ฉันเป็นฝ่ายพูดคนเดียวแต่ก็สามารถรับรู้ถึงคำตอบโต้สนทนาของเขาลึก ๆ อยู่ภายในได้ หน้าตาของชายผู้นี้ยิ้มแย้มอยู่เสมอ แสดงถึงความอ่อนโยนแห่งจิตใจ เขาเป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วมีความสุข ภายในหัวใจฉันรู้สึกถึงความเย็นสงบอย่างที่มิอาจอธิบายได้ ฉันไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนี้มาก่อนเลย พอใกล้สว่าง เขาก็จะกลับ ฉันจึงถามเขาว่าทำไมถึงรีบกลับ ในความรู้สึกครึ่งหลับครึ่งตื่นนั้น ฉันเห็นเขายืนอยู่บนหน้าผา ฉันเห็นศีรษะอันมีผมสีน้ำตาลยาวประบ่าของเขา หน้าตาเขาอ่อนโยนสุภาพ เขาสวมเสื้อคอกลมข้างในแล้วคลุมทับด้วยเสื้อสีขาวตัวยาวถึงตาตุ่ม มีเชือกสีน้ำตาลแกมทองคาดเอว ฉันชอบรองเท้าสานที่เขาใส่มาก เขาประสานมือทั้งสองข้างไว้ใต้เอว จากนั้นก็ยิ้ม เบื้องหลังเขามีแสงสีทองสว่างจ้าเหมือนเวลาดวงอาทิตย์ขึ้น แสงนั้นทำให้ดวงตาฉันพร่ามัวจนมิอาจแลเห็นใบหน้าเขาได้ ฉันถามเขาว่าให้ฉันพบเขาอีกครั้งได้ไหม ให้เขามาหาฉันบ่อย ๆ ได้หรือไม่ เขาไม่ตอบแต่ยิ้ม ความรู้สึกภายในบอกฉันว่าเราจะต้องได้พบกันอีกอย่างแน่นอน ฉันดีใจมาก

พอตื่นขึ้นมาตอนเช้าวันนั้น ฉันรู้สึกสดชื่นที่สุดในชีวิต

อย่างไรก็ตาม ฉันก็ยังมิได้เปิดใจออกต้อนรับองค์พระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เนื่องจากตลอดชีวิตที่ผ่านมา ความคิดเกี่ยวกับ ‘พระเจ้า’ ของฉันถูกตีกรอบอยู่ในแนวคิดของศาสนาอิสลาม เป็นไปได้อย่างไรที่พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ผู้ทรงชี้ชะตาชีวิตมนุษย์จะมายอมวายพระชนม์บนกางเขนเพื่อมนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมาจากผงคลี จะเป็นไปได้อย่างไรที่พระเจ้าผู้ทรงน่าเกรงขามคร้ามกลัวจะมารักใคร่และใส่ใจความรู้สึกของมนุษย์ตัวน้อย ๆ อย่างฉัน

ด้วยเหตุผลดังกล่าวบวกกับความคิดแบบเด็ก ๆ ของฉัน ฉันจึงเริ่มพิสูจน์ความรักและฤทธานุภาพของพระเจ้า ตอนนั้นโทรทัศน์ที่บ้านเสีย ฉันบอกพระองค์ว่าถ้าพระองค์มีจริงก็ช่วยส่งทีวีสีมาให้ฉันสักเครื่องสิ และแล้ววันหนึ่ง มีโทรศัพท์มาแจ้งสามีฉันให้ไปรับทีวีสีซึ่งเป็นรางวัลจากการจับฉลาก ใช่...ฉันตกใจมาก ไม่น่าเป็นไปได้เลย แต่ฉันก็คิดว่ามันอาจจะเป็นเรื่องบังเอิญ

ต่อมาฉันก็ทดลองพระเจ้าอีก ฉันขอพระองค์ให้สามีฉันกลับมาประจำการอยู่ในประเทศไทย เพื่อว่าเราพ่อแม่ลูกจะได้อยู่ใกล้ชิดกันมากขึ้น แล้วก็เป็นไปตามนั้น ทว่า ความคลางแคลงสงสัยในพระเจ้าของฉันก็ยังมิเลือนหายไป ฉันยังยืนยันความคิดเดิมว่า “เป็นการบังเอิญ”

ดังนั้น ฉันจึงยังไม่เปิดใจรับเชื่อพระเจ้า อะไรกัน! พระเจ้าผู้ทรงใหญ่ยิ่งสูงสุดจะมาสนใจสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ได้อย่างไร ฉันจึงเดินหน้าต่อไปโดยขอพระเจ้าให้ทรงกระทำสิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปได้เลยสำหรับมนุษย์ นั่นคือฉันขอให้มีเงินเพิ่มขึ้นในบัญชีเงินฝากเป็นจำนวนมาก โดยที่ฉันกับสามีจะไม่นำเงินไปฝากเลย แล้ววันหนึ่งสามีฉันก็กลับบ้านมาบอกว่ามีเงินจำนวนมากเพิ่มเข้ามาในบัญชี ฉันถึงกับตะลึง สามีฉันบอกว่าแปลกมาก เขาจึงส่งอีเมล์ไปถามหัวหน้าว่าเงินเพิ่มในบัญชีนั้นเป็นค่าใช้จ่ายอะไร หัวหน้าตอบเพียงว่า “อยากให้” คราวนี้ฉันพูดไม่ออกเลย ไม่ตลกอีกแล้ว มันเป็นไปได้อย่างไร กระนั้นก็ตาม ฉันก็ยังมิได้ตัดสินใจรับเชื่อ

หลังจากนั้น ฉันก็มีปากเสียงกับสามีเรื่องต้นไม้ สามีฉันชอบกล้วยไม้มาก ที่บ้านฉันปลูกกล้วยไม้ทุกชนิดทุกพันธุ์ แต่ฉันเป็นคนปลูกต้นไม้ไม่ขึ้น ไม่ว่าจะดูแลรดน้ำอย่างไร ต้นไม้ก็ไม่เคยออกดอกเลย มิหนำซ้ำกลับแห้งเหี่ยวเฉาตายไปในที่สุด สามีกล่าวหาฉันว่าไม่เอาใจใส่ต้นไม้ ไม่เคยดูแลใส่ปุ๋ย ฉันจึงอธิษฐานกับพระเจ้าว่าฉันไม่อยากทะเลาะกับสามีเรื่องนี้อีก ดังนั้น ถ้าพระเจ้ามีจริงก็ขอให้ต้นไม้ทุกต้นที่บ้านฉันออกดอกด้วย ประมาณสิบวันหลังจากนั้นก็เกิดการอัศจรรย์ขึ้น ต้นไม้ออกดอกสะพรั่งทุกต้น แม้ต้นที่ออกดอกยากที่สุด นั่นคือกล้วยไม้ช้างกระ ซึ่งปีหนึ่งจะออกดอกเพียงครั้งเดียวหรือไม่ออกเลย กลับผลิดอกเป็นช่อที่สวยสดงดงามมาก ต้นเยอบีร่าที่ตายไปแล้วก็ผลิดอกออกใบขึ้นใหม่ ต้นโมกที่อยู่หลังบ้านซึ่งฉันไม่เคยรดน้ำเลยก็กลับแตกใบเขียวนิด ๆ แล้วก็มีก้านดอกทะลุออกมากลางลำต้นเป็นพุ่มเต็มไปหมด คราวนี้ฉันตื่นเต้นมากจนอดรนทนไม่ไหวต้องเรียกเพื่อน ๆ คริสเตียนมาดู ฉันละล่ำละลักบอกพวกเขาว่าพระเจ้าทรงทำสิ่งมหัศจรรย์ ไม่มีสิ่งใดที่พระองค์ทรงกระทำไม่ได้!
คราวนี้ฉันมิอาจจะปฏิเสธพระเจ้าได้อีกแล้ว ฉันต้องการต้อนรับองค์พระเยซูคริสต์เข้ามาในชีวิตอย่างรวดเร็ว ต้องการรับพระวิญญาณบริสุทธิ์ รับบัพติศมา ฉันยอมรับแล้วว่าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้า พระองค์ทรงวายพระชนม์บนกางเขนเพื่อไถ่บาปเรา จากนั้นวันที่สามพระองค์ก็ทรงฟื้นคืนพระชนม์ พระเยซูเป็นพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ เป็นพระเจ้าแห่งความรักและเมตตา แม้เราจะมิได้เห็นด้วยตาแต่เราสามารถสัมผัสพระองค์ด้วยหัวใจ พระองค์ทรงอยู่เคียงข้างเรา ดูแลเรา อวยพรเรา ดังที่พระคัมภีร์ไบเบิลเขียนไว้ว่า พระองค์ทรงนับผมทุกเส้นของเรา อีกทั้งยังทรงสนพระทัยชีวิตของนกกระจอกทุกตัว

นับแต่นั้นเป็นต้นมา ฉันก็ตระหนักว่าตัวเองมิได้เป็น “ลูกคนกลาง...เด็กวันพุธ” ที่มีปัญหาอีกต่อไป พระเจ้าทรงรับฉันเข้าสู่ครอบครัวของพระองค์โดยผ่านทางพระเยซูคริสต์ ฉันจึงมั่นใจว่าฉันเป็นบุตรหัวปี เป็นบุตรที่พระองค์ทรงรักมากที่สุด และจะเป็นเช่นนั้น…ตลอดชั่วนิรันดร์
 


คำตอบที่ 21-40 ทั้งหมด 42 คำตอบ | หน้า 1 2 3 |
  คำตอบที่ 21  
 

กลาง

2 มี.ค. 49
เวลา 16:49:30
ขอบพระคุณพระผู้เป็นเจ้าที่ทรงเลือกคุณให้เป็นพยานว่าพระองค์มีจริงและทรงพระชนม์อยู่
ได้รับพระพรมากค่ะ ขอพระเจ้าทรงนำและอำนวยพรตลอดไป
 


  คำตอบที่ 22  
 

ฟาติมะ

6 มี.ค. 49
เวลา 18:13:12
ขอบคุณมากค่ะ

คุณกลางชื่อเหมือนดิฉันเลยค่ะ คุณเป็นลูกคนกลางเหมือนกันหรือเปล่าคะ ขอบคุณที่เขียนมาให้กำลังใจ ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ
 


  คำตอบที่ 23  
 

บี

7 มี.ค. 49
เวลา 16:30:02

ขอบคุณพระเจ้าเมื่อได้อ่านคำพยานของก๊ะฟาติมะ หนุนใจมากเลยคะ.
บีเป็นคนยะลาคะ คำพยานของก๊ะช่วยเสริมกำลังให้ทีมผู้รับใช้ที่นี่เข้มแข็งและอดทนในการประกาศกับพี่น้องชาวมุสลิมในแบบที่เค้าเป็นมากคะ.
ก๊ะมีบ้านอยู่ที่ยะลารึเปล่าคะ อยู่แถวตลาดเก่าไหมคะ อยากรู้จักและมีโอกาสพูดคุยกันจังคะ มีทางไหนจะติดต่อได้อีกคะ.
ขอพระเจ้าอวยพรชีวิตก๊ะในการเดินแต่ละวันกับอีซาอัลมาซีคะ
 


  คำตอบที่ 24  
 

ฟาติมะ

8 มี.ค. 49
เวลา 8:05:11
ขออีเมล์น้องบีได้ไหมคะ พี่จะส่งคำพยานของมุสลิมอีกคนหนึ่งมาให้ ตื่นเต้นกว่าของพี่มากเลยค่ะ พระเยซูตรัสว่า เราต้องฉลาดอย่างงู แต่ถ่อมสุภาพเหมือนนกพิราบ
 


  คำตอบที่ 25  
 

Pop BFC

8 มี.ค. 49
เวลา 10:22:58

evangelism4u@gmail.com
 


  คำตอบที่ 26  
 

บี

8 มี.ค. 49
เวลา 15:43:16
ได้คะ kongmuanpet@yahoo.com ถ้าพี่มีคำพยานเป็นภาษาอังกฤษด้วยก็ดีคะเพราะว่าบีอยากแบ่งปันให้เพื่อนชาวต่างชาติอ่านด้วยคะ ขอบคุณพี่ฟาติมะมากคะ พระเจ้าอวยพรคะ
 


  คำตอบที่ 27  
 

ฟาติมะ

9 มี.ค. 49
เวลา 8:25:39
ขอบคุณทุกคนมากนะคะที่อธิษฐานเผื่อ

เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว (5 มีนาคม) น้องชายคนเล็กขับรถพา "ป๊ะ" กับ "มะ" ไปโบสถ์! ขอบคุณพระเจ้า ที่ "มะ" ยอมขึ้นไปฟังเทศนา (แต่ไม่ยอมเข้าร่วมนมัสการ!) แต่น้องชายกับป๊ะรออยู่ในรถ

นี่เป็นการอัศจรรย์ของพระเจ้าค่ะ เพราะปกติแล้วมุสลิมจะไม่ยอมเหยียบเข้าไปในวัดพุทธหรือโบสถ์คริสต์เด็ดขาด วันอาทิตย์ที่ผ่านมาจึงเป็น "วันที่ยิ่งใหญ่" ที่สุดวันหนึ่งในชีวิตดิฉัน แต่ดิฉันก็รู้ว่า นั่นเป็นเพราะ "คำอธิษฐานของผู้ชอบธรรม" อย่างพวกคุณที่มีพลังทำให้เกิดผล

ฝากอธิษฐานเผื่อที่เพื่อนดิฉันจะพิมพ์คำพยานข้างบนในรูป "หนังสือเล่มเล็ก" เป็นสองภาษาค่ะ คือไทยกับอังกฤษ เพื่อประกาศกับมุสลิมทั่วโลก

ขอองค์พระเป็นเจ้าเที่ยงแท้อวยพระพรทุกมือที่ยกชูขึ้นและทุกเสียงที่เปล่งออกอธิษฐานเผื่อดิฉันกับครอบครัวนะคะ
 


  คำตอบที่ 28  
 

นิด

9 มี.ค. 49
เวลา 10:46:19
ขอบคุณพระเจ้า จะอธิษฐานเผื่อค่ะ พระเจ้ายิ่งใหญ่จริง ๆ เป็นกำลังใจให้คุณฟาติมาในการติดตามพระเจ้านะคะ
 


  คำตอบที่ 29  
 

Noi@^_^@

9 มี.ค. 49
เวลา 15:41:43
อ่านแล้วซาบซึ้งมากๆ เลย ได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า...ไม่มีขีดจำกัดเลยจริงๆ
ขอบคุณพระเจ้านะคะ ที่เราได้เป็นพี่น้องกัน ขอพระเจ้าอวยพร ครอบครัวคุณฟาติมะ และ
ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้เลยสำหรับพระเจ้า...จริงๆ

จะอธิษฐานเผื่อนะคะ
 


  คำตอบที่ 30  
 

ชื่นใจ

25 เม.ย. 49
เวลา 18:22:35
ได้อ่านเรื่องของคุณ ฟาติมะ แล้วซาบซึ้งในหัวใจ จนอดน้ำตาไหลออกมาไม่ได้ พระเจ้าของเราเป็นพระเจ้าองค์เที่ยงแท้ และ ทรงพระคุณ ชื่นหัวใจเหลือเกิน ผมเชื่อว่านี่เป็น เวลาแห่งการโปรดปราน และ เป็นเวลาปลดปล่อยเชลย ที่แท้จริง พระเจ้ากำลังเตรียมเทการฟื้นฟูครั้งใหญ่ลงมาในประเทศไทย แน่นอนมันเริ่มแล้ว จากจุดเล็ก ๆ จากคน ๆ หนึ่ง ๆ ไปสู่คนจำนวนมากเหมือนคลื่นในมหาสมุทรที่ไม่มีใครนับจำนวนได้ ขอพระเจ้าอวยพร คุณ ฟาติมะ เป้าหมายต่อไปครอบครัวคุณ จะได้รับการปลดปล่อยแน่นอน อาเมน
 


  คำตอบที่ 31  
 

s

6 ก.ย. 50
เวลา 17:09:39
อ่านเรื่องของคุณฟาติมะ ดิฉันนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ ชีวิตคุณอัศจรรย์นะคะ และพระเยซูอยู่เคียงข้างเราทุกหนแห่งไม่ว่าคุรกำลังอยู่ในศาสนาอะไร พระองค์ทรงรอคอยให้เราหันหน้ามามองพระองค์และยอมรับในความผิดบาปเท่านั้นเองและพระองคืก็จะช่วยเราทันที ก็เพราะพระเยซูคือพระบุตรแห่งพระเจ้าไงคะ การร้องหาพระเจ้าของเราจึงได้พระบุตรมา และการร้องหา พระบุตรทุกครั้งก็หมายถึงเราทูลต่อพระเจ้าด้วย.
 


  คำตอบที่ 32  
 

เด็กน้อย

6 ก.ย. 50
เวลา 22:24:16
คำพยานของพี่ ฟาติมะ เป็นพระพรกับพี่น้องอิสลาม และคริสต์เตียนมากเลยคับ พระเจ้าของเรายิ่งใหญ่ไม่มีสักสิ่งเดียวที่พระองค์จะทำไม่ได้เพราะพระองค์เป็นพระเจ้าเที่ยงแท้พระองค์เดียว
 


  คำตอบที่ 33  
 

อนุชน คนผ่านทาง

13 ก.ย. 50
เวลา 8:24:25
พระเจ้าสุดยอด(อีกแล้ว)

ดีจังเลยค่ะ คำพระพรหนุนใจทรายมากๆเลยค่ะ

ตอนนี้ ทรายห่างจากพระเจ้า ด้วยเหตุผลบางอย่าง

เหนื่อยจังเลยค่ะ อยากกลับไปหาพระองค์

แต่รุ้สึกว่าตอนนี้ยังไปไม่ได้ เฮ้อ !!! คิดถึงพระเจ้าจัง
 


  คำตอบที่ 34  
 

ลี

13 ก.ย. 50
เวลา 9:59:22
ขอพระเจ้าเสริมกำลัง " คุณอนุชน คนผ่านทาง " ..พระเจ้าประเสริฐและทรงดีต่อเราทุกเวลา และพระคุณของพระองค์มีเพีงพอสำหรับเราเสมอ พระเจ้าอวยพรจ้า...
 


  คำตอบที่ 35  
 

ฟาติมา

27 ม.ค. 51
เวลา 12:43:24
แปลกจังเวปนี้ ฉันพยายามจะอธิบายเกี่ยวกับศาสนาของฉัน หากแต่มีการบอกว่า ฉันใช้คำไม่สุภาพ ปกปิดอะไรหรือเปล่าคะ

 


  คำตอบที่ 36  
 

ทาโร่

7 ก.พ. 51
เวลา 21:15:25
คนไทยพุทธ และศาสนาพุทธ ไม่ได้ดูหมิ่นหรือรังเกียจคนที่นับถือ ศาสนาอื่น ไม่ว่าคุณจะนับถือศาสนาอะไร แต่เราเป็นคนเหมือนกัน ศาสนาพุทธสอนให้รู้จักคิดในเหตุและผล เชื่อโดยการตรึกตรองและคิดแล้ว ไม่สอนให้เชื่ออย่างงมงาย แต่สรุปไปแล้ว ทุกศาสนา สอนให้คนทุกคนเป็นคนดี ประพฤติดี ความดีจะปกป้องให้คนดี อยู่อย่างร่มเย็น เป็นที่รักของผู้อื่น

ด้วยความเคารพทุกศาสนา วัด หรือ ศาสนสถานของพุทธศาสนา เปิดให้ทุกคนได้เข้าไปพักผ่อน สงบจิตใจ นั่งสมาธิ เพื่อให้เกิดความสงบแก่ชีวิตครับ
 


  คำตอบที่ 37  
 

ทูล

8 ก.พ. 51
เวลา 15:29:50
คุณทาโร่ มีโอกาสก็มีเที่ยวโบสถ์ได้นะคับ ยินดีต้อนรับ คุณเป็นคนที่มีเหตุผล และเป็นคนหนึ่งที่มีใจเป็นธรรม พระเจ้าจะอวยพรคุณแน่ ๆ ...และพระองค์ก็รักคุณเช่นกัน
 


  คำตอบที่ 38  
 

ทาโร่

8 ก.พ. 51
เวลา 20:48:57
ขอบคุณ คุณทูลมากครับที่เชื้อเชิญ ผมอยากไปนะ โบสถ์ และ มัสยิด แต่ท่าทาง โบสถ์จะเป็นมิตรมากกว่า แต่บางทีก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ไปแล้วจะทำตัวยังไง เวลาผมเดินผ่านโบสถ์เห็นรูปพระคริสต์ ผมก็ยกมือไหว้นะ เพราะผมเคารพ แต่คนอื่นว่าผมต๊อง 555
 


  คำตอบที่ 39  
 

ชอบมาก

9 มี.ค. 51
เวลา 11:51:39
รออยู่นะคะ คุณ ฟาติมะ

อยากอ่าน เรื่องราว คนมุสลิมที่เชื่อพระเยซูคริสต์

maliwanart@hotmail.com
 


  คำตอบที่ 40  
 

วิสุทธิขน

14 มี.ค. 51
เวลา 23:34:08
เวป .mp3christiansongs.com เป็นเวปที่เน้นสร้างสามัคคีธรรมในบรรดาพี่น้องคริสตชนทั่วโลก และสามารถรับฟังรายการวิทยุได้ หรือทีวีได้ ท่านที่ต้องการเผยแพร่สื่อข่าวสารของท่าน เชิญติดต่อมายังเรา 02-7187688 หรืออีเมลล์มาได้ที่ th1131222@hotmail.com เรายินดีให้การสนับสนุน สื่อคริสเตียนทุกที่ครับ
 


| หน้า 1 2 3 |


กรุณาloginก่อนโพสต์
  
Jaisamarn Full Gospel Church 10-12 soi 6 sukhumvit Rd. klongtoey Bangkok
Tel. +66(0)2253-0082 , +66(0)2253-9081-4 FAX +66(0)2653-0127