อันสืบเนื่องมาจากความปรารถนาที่จะให้บรรดาผู้เชื่อและบังเกิดใหม่ในพระวิญญาณได้รวมตัวกันภายใต้การทรงนำขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าโดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทั้งนี้เพื่อจะให้เป็นไปตามพระคำของพระเจ้าที่จะเตรียมธรรมิกชนให้พร้อมสำหรับการเสด็จกลับมาขององค์พระเยซูคริสต์ และเพื่อให้บรรดาผู้เชื่อทั้งหลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในพระกายคือคริสตจักรอันมีชัยของพระเยซูคริสต์ในประเทศไทย ซึ่งมีเป้าหมายที่จะกระทำให้พันธกิจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์สำเร็จในการนำคนมากมายมาถึงพระองค์ ด้วยเหตุนี้จึงได้กำหนดหลักเกณฑ์เหล่านี้ขึ้นเพื่อใช้เป็นหลักในการปกครองบริหารงานคริสตจักร
หมวดที่ 1
ชื่อและที่ตั้ง
1. ชื่อคริสตจักรนี้มีชื่อเรียกว่า คริสตจักรใจสมาน มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Jai Samarn Full Gospel Church.
2. ที่ตั้ง ตั้งอยู่ ณ เลขที่
2.1 10-12 ซอยใจสมาน (ซอย 6) ถนนสุขุมวิท แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร
2.2 82 ซอยรามคำแหง 68 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร
2.3 และที่ตั้งอื่นๆ ตามที่คณะธรรมกิจจะประกาศแจ้งให้ทราบ
องค์ประกอบ
3. คริสตจักรจะต้องประกอบด้วย คณะศิษยาภิบาล คณะผู้ปกครอง คณะธรรมกิจ คณะมัคนายก และมวลสมาชิก
หมวดที่ 3
วัตถุประสงค์
4. วัตถุประสงค์ของคริสตจักรใจสมาน มีดังนี้
4.1 ประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์
4.2 สั่งสอนผู้เชื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจ และปฎิบัติตามหลักคำสอนในพระคริสตธรรมคัมภีร์
4.3 จัดให้มีการประชุมนมัสการ และประกอบศาสนพิธีแก่มวลสมาชิก
4.4 ทำการสงเคราะห์ผู้ยากไร้
4.5 ไม่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมด้านการเมือง หรือพรรคการเมืองใด ๆ
หมวดที่ 4
ความสัมพันธ์
5. คริสตจักรย่อมเป็นสมาชิกของคณะพระกิตติคุณสมบูรณ์สัมพันธ์ในประเทศไทย (ต่อไปนี้ใช้ชื่อว่า พ.ส.ท.) แต่เพียงคณะเดียว
6. พระคริสตธรรมคัมภีร์จะเป็นกฎเกณฑ์และแนวทางในความเชื่อ ตลอดจนมีหลักคำสอนขั้น พื้นฐานที่สอดคล้องกับหลักข้อเชื่อที่มีอยู่ในธรรมนูญของคณะ พ.ส.ท.
หมวดที่ 5
หลักข้อเชื่อของคริสตจักรใจสมาน
7. หลักข้อเชื่อของคริสตจักรใจสมาน มีดังนี้
7.1 พระคริสตธรรมคัมภีร์เป็นพระวจนะของพระเจ้า เขียนขึ้นโดยการดลใจของพระองค์ซึ่งหาที่ผิดพลาดมิได้ ทรงไว้ซึ่งสิทธิอำนาจสูงสุดแห่งความเชื่อและการประพฤติปฎิบัติของคริสตชน
7.2 มีพระเจ้าเที่ยงแท้เพียงองค์เดียว ซึ่งเป็นผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งปวง ทรงสำแดงพระลักษณะเป็นตรีเอกานุภาพคือ พระบิดา พระบุตร พระวิญญาณบริสุทธิ์
7.3 พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์ แต่มนุษย์ได้กระทำความผิดบาปและเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า
7.4 พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า ได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์จากหญิงพรหมจารีโดยฤทธิ์เดช พระวิญญาณบริสุทธิ์ ทรงปราศจากบาป ทรงกระทำการอัศจรรย์ ทรงทนทุกข์และสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อไถ่บาปให้มวลมนุษยชาติ ทรงถูกฝังไว้ แล้ววันที่สามทรงฟื้นคืนพระชนม์ แล้วเสด็จสู่สวรรค์ประทับเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระบิดา และจะเสด็จกลับมาในอนาคตเพื่อครอบครองประชาชาติทั้งมวล
7.5 ทางเดียวเท่านั้นที่มนุษย์ได้รับความรอดคือกลับใจใหม่ และต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นองค์ พระผู้เป็นเจ้า
7.6 พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นพระเจ้า ทรงสถิตอยู่ภายในผู้เชื่อทุกคน
7.7 การบัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นพระสัญญาที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่ผู้เชื่อทุกคนโดยมีเครื่องหมายที่แสดงออกคือ การพูดภาษาแปลก ๆ
7.8 คริสตจักรเป็นพระกายของพระคริสต์ เป็นที่ประทับของพระเจ้าโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่พระเจ้าทรงสถาปนาไว้ ผู้เชื่อที่แท้จริงทุกคนและคริสตจักรท้องถิ่นทุกแห่งล้วนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในคริสตจักรสากล อันเป็นชุมชนและครอบครัวของพระเจ้าซึ่งมีชื่อจารึกไว้ในสวรรค์
7.9 พิธีบัพติศมาในน้ำ เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงว่าผู้เชื่อได้เข้าส่วนกับพระคริสต์ในความตาย การถูกฝังไว้ และการเป็นขึ้นมาใหม่ พิธีนี้กระทำขึ้นโดยการจุ่มตัวลงในน้ำ
7.10 พิธีมหาสนิท เป็นพิธีระลึกและประกาศการวายพระชนม์ของพระเยซูคริสต์จนกว่าพระองค์จะเสด็จกลับมา
7.11 การบำบัดโรคภัยไข้เจ็บและการอัศจรรย์ได้มีอยู่ในการไถ่บาปของพระเยซูคริสต์แล้ว ซึ่งผู้เชื่อ ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้รับ
7.12 พระเยซูคริสต์จะเสด็จกลับมาอีกเพื่อรับผู้ที่เชื่อในพระองค์ ทั้งที่ล่วงหลับไปแล้วและที่ยังเป็นอยู่ไปกับพระองค์ พระเยซูจะปกครองโลกพันปีร่วมกับบรรดาธรรมิกชนของพระองค์และจะพิพากษาพญามารกับพรรคพวกของมัน และบรรดาผู้ที่ไม่มีชื่อจดไว้ในหนังสือแห่งชีวิต โดยทิ้งลงในบึงไฟซึ่งเป็นความตายครั้งที่สอง ส่วนบรรดาธรรมิกชนจะรอคอยฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกใหม่
หมวดที่ 6
ข้อบังคับทั่วไป
8. คริสตจักรนี้ไม่ดำเนินกิจการค้าขายในทางหากำไรเพื่อแบ่งปันระหว่างสมาชิก และไม่ ดำเนินการหรือก่อตั้งหรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ฝ่าฝืน หรือขัดต่อหลักข้อเชื่อและวัตถุประสงค์ ของคริสตจักรนี้
9. รายรับทั้งหมดและรายได้จากทรัพย์สินต่างๆ ของคริสตจักรถือว่าเป็นทรัพย์ส่วนรวม ใช้ได้เฉพาะในกิจกรรมที่ส่งเสริมการงานที่สอดคล้องกับหลักข้อเชื่อและวัตถุประสงค์ของคริสตจักรนี้เท่านั้น
หมวดที่ 7
10. สมาชิกภาพ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
10.1 ผู้เชื่อใหม่ หมายถึงบุคคลที่ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้ว มีชื่อปรากฏในการติดตามเลี้ยงดูฝ่ายจิตวิญญาณของคริสตจักรอย่างเป็นทางการแล้ว แต่ยังไม่ได้รับบัพติศมาในน้ำ
10.2 สมาชิกสมบูรณ์ หมายถึงผู้เชื่อใหม่ที่รับบัพติศมาในน้ำแล้ว หรือบุคคลที่คริสตจักรยอมรับใบสมัครให้เข้าเป็นสมาชิก ซึ่งได้ผ่านการพิสูจน์ว่ามีความสัตย์ซื่อในการร่วมการนมัสการ ร่วมกิจกรรมกับคริสตจักรอย่างสม่ำเสมอ และผ่านการรับรองของคณะศิษยาภิบาล และมีชื่อในทะเบียนสมาชิกของคริสตจักรใจสมานแล้ว
11. หน้าที่สมาชิกสมบูรณ์ของคริสตจักรใจสมาน มีดังนี้
11.1 สมาชิกของคริสตจักรต้องยึดถือพระวจนะของพระเจ้าเป็นหลักในการดำเนินชีวิตประจำวัน เป็นพยานอย่างสัตย์ซื่อและเกิดผล ตลอดจนสำแดงลักษณะชีวิตของพระคริสต์
11.2 สมาชิกจะต้องสนับสนุนคริสตจักรด้วยการถวายสิบลด มาร่วมนมัสการเป็นประจำสม่ำเสมอ เข้าร่วมกลุ่มพัฒนาชีวิตเป็นประจำสม่ำเสมอ และรับใช้พระเจ้าตามของประทานอย่างเต็มที่ภายใต้การนำของศิษยาภิบาล
11.3 สมาชิกต้องเชื่อฟังศิษยาภิบาลและผู้นำของคริสตจักร หากมีการลงวินัยเนื่องจากความผิดที่ตนเองก่อขึ้นยินดีรับการลงวินัยจากคริสตจักรและกลับใจใหม่
11.4 สมาชิกที่ขาดการนมัสการพระเจ้าติดต่อกันหนึ่งปีโดยไม่มีเหตุอันสมควร และไม่ได้แจ้งให้คริสตจักรทราบ ถือว่าขาดจากการเป็นสมาชิกภาพโดยอัตโนมัติ
12. สิทธิ สมาชิกสมบูรณ์ของคริสตจักร มีดังนี้
12.1 มีสิทธิ์ได้รับการดูแลพัฒนาชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณให้เจริญเติบโตในพระคริสต์
12.2 มีสิทธิ์ได้รับการสนับสนุนให้ได้รับใช้พระเจ้าตามของประทาน เพื่อเกิดผลดีแก่คริสตจักรโดยส่วนรวม
12.3 มีสิทธิ์เข้าร่วมการประชุมและลงคะแนนเสียงในการประชุมสมัชชาของคริสตจักร
12.4 มีสิทธิ์ได้รับเลือกเป็นผู้นำในระดับต่างๆ ตามโครงสร้างการบริหารงานของคริสตจักร
12.5 มีสิทธิ์ได้รับการช่วยเหลือในด้านสวัสดิการใดๆ ที่คริสตจักรจัดขึ้นสำหรับสมาชิกตามระเบียบของแผนกนั้นๆ
12.6 มีสิทธิ์ซักถาม ร้องเรียน นำเสนอข้อคิดเห็นของตนต่อศิษยาภิบาลที่ตนสังกัดอยู่ว่าการใดๆในคริสตจักรได้ดำเนินการหรือบริหารถูกต้องเป็นไปตามธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่ หากสมาชิกมีข้อซักถาม ข้อร้องเรียนเป็นหนังสือ ให้ศิษยาภิบาลมีหนังสือตอบแจ้งผลให้แก่สมาชิกผู้นั้นภายใน 30 วัน และในกรณีที่ข้อซักถาม ข้อร้องเรียนนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่มีผลกระทบต่อส่วนรวมของคริสตจักรเมื่อได้รับอนุมัติจากคณะศิษยาภิบาล คณะผู้ปกครองแล้วให้แจ้งแก่คริสตจักรทราบโดยทั่วกัน
13. คณะธรรมกิจ เป็นองค์กรบริหารสูงสุดของคริสตจักร ประกอบด้วย ศิษยาภิบาลอาวุโส ตัวแทนคณะศิษยาภิบาลที่ศิษยาภิบาลอาวุโสเป็นผู้เลือก ตัวแทนคณะผู้ปกครองที่คณะผู้ปกครองเป็นผู้เลือก เหรัญญิก ประธานมัคนายก และตัวแทนของคณะมัคนายกที่ศิษยาภิบาลอาวุโสร่วมกับคณะผู้ปกครองเป็นผู้ลือก ทั้งนี้รวมแล้วจะมีจำนวนไม่น้อยกว่า 9 คน และไม่มากกว่า 27 คน
14. คณะธรรมกิจ มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้
14.1 คณะธรรมกิจเป็นผู้กำหนดนโยบายการบริหารงานของคริสตจักร โดยการนำของ
ศิษยาภิบาลอาวุโส และทุ่มเทร่วมกันในการอธิษฐานและรับใช้พระเจ้า เป็นแบบอย่างในการทุ่มเทในงานด้านการนำวิญญาณ การเลี้ยงดู และการสร้างสาวกอย่างสัตย์ซื่อ เพื่อให้แผนงานของคริสตจักรบรรลุผล
14.2 คณะธรรมกิจเป็นผู้อนุมัติแผนงานและงบประมาณประจำปีของคริสตจักร
14.3 คณะธรรมกิจร่วมกันตัดสินใจเรื่องสำคัญที่มีผลกระทบต่อส่วนรวมของคริสตจักร
15. ตำแหน่งต่างๆ ในคณะธรรมกิจ มีดังนี้
15.1 ประธาน ศิษยาภิบาลอาวุโสเป็นประธานโดยตำแหน่ง
15.2 รองประธาน ให้ศิษยาภิบาลอาวุโสเลือกตัวแทนจากคณะผู้ปกครอง หรือคณะศิษยาภิบาลอีกหนึ่งคนเพื่อทำหน้าที่รองประธาน โดยให้ทำหน้าที่แทนประธาน ในกรณีที่ประธานไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
16. คณะธรรมกิจ มีวาระในการดำรงตำแหน่ง สมัยละ 2 ปี ยกเว้นประธานไม่มีวาระการดำรงตำแหน่ง
17. การประชุม ให้ คณะธรรมกิจมีการประชุมสามัญอย่างน้อย 2 เดือนต่อ 1 ครั้ง โดยให้ประธานคณะธรรมกิจ หรือคณะธรรมกิจอย่างน้อย 1 ใน 4 เป็นผู้มีสิทธิ์เรียกประชุม
18. องค์ประชุมของคณะธรรมกิจ ต้องมีผู้เข้าประชุม ไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 จึงจะถึอว่าครบองค์
ประชุม ในกรณีที่ต้องมีการลงมติให้ผู้เข้าประชุมออกเสียง โดยให้เสียงข้างมากเป็นมติ กรณีที่มีมติเสียงออกมาเท่ากัน ให้ประธานที่ประชุมเป็นผู้ชี้ขาด
19. คณะศิษยาภิบาล ประกอบด้วยศิษยาภิบาลอาวุโส ศิษยาภิบาล และผู้ช่วยศิษยาภิบาล
20. คณะศิษยาภิบาล มีอำนาจหน้าที่ เป็นผู้เตรียมธรรมิกชนเพื่อการรับใช้ตามของประทาน เป็นผู้เทศนา สั่งสอน ประกอบศาสนพิธี และอารักขาสัจธรรมแห่งพระวจนะของพระเจ้า เป็นผู้นำในงานด้านการนำวิญญาณ การเลี้ยงดู การสร้างสาวก พิจารณาลงวินัยสมาชิกที่ประพฤติผิดต่อพระวจนะ และกฎระเบียบของคริสตจักร สอบสวนและพิจารณาตัดสินเกี่ยวกับข้อร้องเรียนต่างๆ
21. ตัวแทนของคณะศิษยาภิบาลที่จะเข้าร่วมในคณะธรรมกิจในแต่ละสมัยใดนั้น ให้ศิษยาภิบาลอาวุโสเป็นผู้เลือก โดยให้มีตัวแทนของแต่ละแห่ง ตามความในหมวดที่ 1 ข้อที่ 2 ทั้งนี้จำนวนไม่เกิน 9 คน
22. คณะผู้ปกครอง ประกอบด้วย ศิษยาภิบาลอาวุโสและผู้ปกครองทั้งหมดในคริสตจักร
23. คณะผู้ปกครอง มีอำนาจหน้าที่ เป็นผู้นำร่วมกับคณะศิษยาภิบาล ร่วมมือรับใช้งานด้านการนำวิญญาณ การเลี้ยงดูและการสร้างสาวก อารักขาสัจธรรมแห่งพระวจนะพระเจ้า ประกอบศาสนพิธี พิจารณาลงวินัยสมาชิกที่ประพฤติผิดต่อพระวจนะและกฎระเบียบของคริสตจักร สอบสวนและพิจารณาตัดสินเกี่ยวกับข้อร้องเรียนต่างๆ
24. ให้คณะผู้ปกครองมีการประชุมสามัญทุก ๆ 3 เดือน โดยศิษยาภิบาลอาวุโสหรือคณะผู้ปกครองอย่างน้อย 1 ใน 4 เป็นผู้เรียกประชุม และให้ศิษยาภิบาลอาวุโสเป็นประธานของที่ประชุม
25. คณะผู้ปกครองต้องมีผู้เข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง จึงถือว่าครบองค์ประชุม
26. ตัวแทนของคณะผู้ปกครองที่จะเข้าร่วมในคณะธรรมกิจในแต่ละสมัยใดนั้น ให้คณะผู้ปกครองเลือกสรรกันเอง โดยให้มีตัวแทนของแต่ละแห่ง ตามความในหมวดที่ 1 ข้อที่ 2 ทั้งนี้จำนวนไม่เกิน 9 คน
27. คณะมัคนายกประกอบด้วยมัคนายกทุกท่าน ส่วนจำนวนและตำแหน่งหน้าที่รับผิดชอบต่างๆ ในแต่ละแห่ง ตามความในหมวดที่ 1 ข้อที่ 2 นั้น ให้คณะธรรมกิจเป็นผู้กำหนด
28. คณะมัคนายกมีอำนาจหน้าที่เป็นผู้ดูแลการดำเนินงานด้านธุรการ สถานที่ ทรัพย์สินและด้านการสงเคราะห์ของคริสตจักรตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะธรรมกิจ และร่วมรับใช้งานด้านการนำวิญญาณ การเลี้ยงดูและการสร้างสาวกภายใต้การนำของคณะศิษยาภิบาล
29. ตำแหน่งประธาน คณะมัคนายก ให้หัวหน้าคณะมัคนายกของแต่ละแห่ง ตามความในหมวดที่ 1 ข้อที่ 2 เลือกประธานมัคนายกของคริสตจักรขึ้นมาหนึ่งคน โดยมีหน้าที่ประสานงานการทำงานของคณะมัคนายกของแต่ละแห่ง และเรียกประชุมรวมมัคนายกทั้งหมดของคริสตจักรในกรณีที่มีเรื่องจำเป็นที่จะต้องตัดสินใจร่วมกัน และเป็นประธานในการประชุมของมัคนายกรวม
30. การประชุม คณะมัคนายกของแต่ละแห่ง ตามความในหมวดที่ 1 ข้อที่ 2 ให้มีการประชุมสามัญอย่างน้อย 2 เดือนต่อครั้ง ส่วนการประชุมรวมของมัคนายกทั้งหมดตาม ข้อ 29.จะมีขึ้นเมื่อใดนั้นให้เป็นสิทธิของประธานคณะมัคนายก
31. คณะมัคนายกต้องมีผู้เข้าร่วมประชุมมากกว่ากึ่งหนึ่งของคณะมัคนายกทั้งหมดในแต่ละแห่ง ตามความในหมวดที่ 1 ข้อที่ 2 จึงถือว่าครบองค์ประชุม
32. ให้มัคนายกมีวาระประจำการ อยู่ในตำแหน่งสมัยละ 2 ปี
33. ตัวแทนของคณะมัคนายกที่จะเข้าร่วมในคณะธรรมกิจในแต่ละสมัยใดนั้น ได้แก่ประธานมัคนายก และมัคนายกท่านอื่นที่ศิษยาภิบาลอาวุโสร่วมกับคณะผู้ปกครองเป็นผู้เลือกจำนวนไม่เกิน 7 คนโดยให้มีตัวแทนของแต่ละแห่ง ตามความในหมวดที่ 1 ข้อที่ 2
34. เหรัญญิก คือ ผู้ปกครองที่ได้รับการเลือกจากคณะผู้ปกครองและได้รับความเห็นชอบจากคณะธรรมกิจ โดยให้มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินของคริสตจักร ควบคุมการใช้จ่ายตามงบประมาณ รายงานฐานะการเงินแก่คณะธรรมกิจทำบัญชีรายรับรายจ่ายประจำเดือน ติดประกาศให้สมาชิกทราบทุกเดือน ให้มีวาระประจำการ 2 ปี และดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้ไม่เกินสองสมัย
หมวดที่ 9
ศิษยาภิบาลอาวุโส ศิษยาภิบาล ผู้ช่วยศิษยาภิบาล ผู้ปกครอง มัคนายก
35. คุณสมบัติของศิษยาภิบาลอาวุโส ซึ่งต้องเป็นไปตามพระธรรม 1 ทธ. 3:1-7 และนอกเหนือจากนี้ คือ
35.1 จบการศึกษาสามัญอย่างน้อย ปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และผ่านการเรียนในสถาบันพระคริสตธรรมอย่างน้อย 2 ปี
35.2 มีประสบการณ์ในงานด้านการเทศนา สั่งสอน และดูแลฝ่ายจิตวิญญาณอย่างน้อย 7 ปี
35.3 มีประสบการณ์บัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และพูดภาษาแปลกๆ
35.4 ยอมรับหลักข้อเชื่อของคริสตจักร และของคณะ พ.ส.ท.
35.5 มีอายุ 35 ปีขึ้นไป
35.6 มีความสามารถในการเป็นผู้นำ และการบริหารงานคริสตจักร
35.7 ไม่เป็นผู้ที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ
36. ศิษยาภิบาลอาวุโส ต้องเลือกจากบุคคลที่ยอมรับหลักข้อเชื่อและกฎบัตรของคณะพ.ส.ท. โดยคณะธรรมกิจจะประกาศต่อคณะผู้นำของคริสตจักร อันได้แก่ กลุ่มบุคคลที่ประกอบด้วยคณะศิษยาภิบาล คณะผู้ปกครอง คณะมัคนายก หัวหน้าเขต หัวหน้าฝ่ายและหัวหน้ากลุ่มต่างๆ (ตามโครงสร้างคริสตรจักร) เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 เดือน เพื่อให้เสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสมต่อคณะธรรมกิจ เมื่อคณะธรรมกิจได้ลงมติด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3 เพื่อให้เหลือบุคคลที่เหมาะสม
เพียง 1 ท่าน แล้วก็จะแจ้งต่อที่ประชุมคณะผู้นำคริสตจักรเพื่อให้รับทราบ จากนั้นก็ติดประกาศให้สมาชิกทั้งคริสตจักรรับทราบ หากไม่มีผู้ใดคัดค้านภายใน 1 เดือน คณะธรรมกิจจะออกหนังสือเชิญบุคคลนั้นมาดำรงตำแหน่งศิษยาภิบาลอาวุโส พร้อมทั้งให้มีการสถาปนาต่อหน้าที่ประชุมของคริสตจักร หากมีการคัดค้านโดยสมาชิกสมบูรณ์ไม่น้อยกว่า 10 คนโดยการยื่นหนังสือ พร้อมทั้งเหตุผลการ คัดค้านต่อคณะธรรมกิจ คณะธรรมกิจจะต้องพิจารณา ถ้าเห็นว่ามีมูลความจริงก็ให้ระงับการเชิญหรือการสถาปนาฯ
37. คุณสมบัติของศิษยาภิบาล ซึ่งต้องเป็นไปตามพระธรรม 1 ทธ. 3:1-7 และนอกเหนือจากนี้ คือ
37.1 จบการศึกษาสามัญอย่างน้อยระดับปริญญาตรี หรือเทียบเท่า หรือผ่านการเรียนในสถาบันพระคริสตธรรมอย่างน้อย 2 ปี หรือมีประสบการณ์ในงานด้านการเทศนา สั่งสอน และดูแลฝ่ายจิตวิญญาณอย่างน้อย 5 ปี
37.2 มีประสบการณ์บัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และพูดภาษาแปลกๆ
37.3 ยอมรับหลักข้อเชื่อของคริสตจักร และของคณะ พ.ส.ท.
37.4 มีอายุ 30 ปีขึ้นไป
37.5 ไม่เป็นผู้ที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ
38. คุณสมบัติของผู้ช่วยศิษยาภิบาล
38.1 จบการศึกษาสามัญอย่างน้อยระดับ ปวช. หรือเทียบเท่า หรือผ่านการเรียนในสถาบันพระคริสตธรรมอย่างน้อย 2 ปี หรือมีประสบการณ์ ในการเทศนา สั่งสอน และดูแลฝ่ายจิตวิญญาณอย่างน้อย 3 ปี
38.2 มีประสบการณ์บัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และพูดภาษาแปลกๆ
38.3 ยอมรับหลักข้อเชื่อของคริสตจักร และของคณะ พ.ส.ท.
38.4 มีอายุ 25 ปีขึ้นไป
38.5 ไม่เป็นผู้ที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ
39. การเลือกและการแต่งตั้ง ศิษยาภิบาล และผู้ช่วยศิษยาภิบาล
ให้ศิษยาภิบาลอาวุโสเสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสมจะดำรงตำแหน่งศิษยาภิบาล ต่อคณะผู้ปกครอง เพื่อลงมติและเมื่อมีคะแนนเสียง 2 ใน 3 เห็นด้วย ให้ศิษยาภิบาลอาวุโสออกหนังสือเชิญและติดประกาศแจ้งให้สมาชิกทราบก่อนการแต่งตั้งอย่างน้อย 1 เดือน ถ้าไม่มีผู้ใดคัดค้าน ก็ให้กำหนดวันสถาปนาแต่งตั้งในที่ประชุมของคริสตจักร ส่วน
ตำแหน่งผู้ช่วยศิษยาภิบาลนั้น ให้ศิษยาภิบาลอาวุโสเสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสมจะดำรงตำแหน่งให้คณะธรรมกิจรับทราบ
40. การพ้นจากตำแหน่ง ศิษยาภิบาลอาวุโส ศิษยาภิบาล และผู้ช่วยศิษยาภิบาล มีดังนี้
40.1 ลาออก เมื่อศิษยาภิบาลอาวุโสมีเหตุที่จะต้องลาออก หรือเปลี่ยนแปลงการรับใช้ตามการทรงเรียกจะต้องยื่นใบลาต่อคณะธรรมกิจล่วงหน้าอย่างน้อย 6 เดือน
ส่วนศิษยาภิบาล และผู้ช่วยศิษยาภิบาลหากมีเหตุต้องลาออก จะต้องยื่นใบลาต่อ
ศิษยาภิบาลอาวุโส และหรือคณะผู้ปกครอง ล่วงหน้าอย่างน้อย 2 เดือน
40.2 ให้ออกตามหมวดที่ 10
40.3 เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียในเรื่องความผิดทางเพศกรณีร้ายแรง หรือไม่สัตย์ซื่อในการเงินของคริสตจักร ซึ่งคณะผู้ปกครองได้ทำการสอบสวนเป็นที่ประจักษ์แล้ว
40.4 เกษียณอายุ ตามข้อบังคับของคริสตจักร
40.5 ตาย
40.6 เมื่อความปรากฏภายหลังว่าเป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามข้อ 37 และข้อ 38
41. คุณสมบัติผู้ปกครอง ซึ่งต้องเป็นไปตามพระธรรม 1 ทธ. 3:1-7 และนอกเหนือจากนี้คือ
41.1 ผ่านการอบรมการเป็นผู้นำของคริสตจักรอย่างน้อยระดับหัวหน้าหน่วย หรือมีประสบการณ์ในการรับใช้ในสายงานสร้างสาวก (เลี้ยงดูจิตวิญญาณสมาชิก) อย่างน้อย 5 ปี และยังคงมีบทบาทในการรับใช้ในด้านการนำวิญญาณ การพัฒนาชีวิตผู้เชื่อในคริสตจักรอย่างสม่ำเสมอ
41.2 มีอายุ 35 ปีขึ้นไป
41.3 เป็นสมาชิกสมบูรณ์ของคริสตจักรใจสมาน 10 ปี ขึ้นไป
41.4 ไม่เป็นผู้ที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ
42. การเลือกและการแต่งตั้งผู้ปกครอง
42.1 ศิษยาภิบาลอาวุโสเสนอชื่อบุคคลซึ่งได้ถูกพิจารณาจากคณะศิษยาภิบาลและคณะผู้ปกครอง ว่ามีคุณสมบัติตามข้อ 41. ขอความเห็นชอบจากต่อคณะธรรมกิจเพื่อให้ลงมติเห็นชอบ ด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3
42.2 ติดประกาศแจ้งให้สมาชิกทราบก่อนการแต่งตั้งอย่างน้อย 2 เดือน
42.3 ถ้าไม่มีผู้ใดคัดค้าน ก็ให้กำหนดวันสถาปนาแต่งตั้งในที่ประชุม
42.4 หากมีการคัดค้านโดยสมาชิกสมบูรณ์ไม่น้อยกว่า 10 คน โดยการยื่นหนังสือพร้อมทั้งแจ้งเหตุผลการคัดค้านต่อศิษยาภิบาลอาวุโส ศิษยาภิบาลอาวุโสต้องพิจารณาร่วมกับคณะธรรมกิจ ถ้าเห็นว่ามีมูลความจริงก็ให้ระงับการสถาปนาบุคคลนั้นไว้ก่อน
43. การพ้นจากตำแหน่งผู้ปกครอง
43.1 ลาออก
43.2 พ้นจากสมาชิกภาพ
43.3. ให้ออกตามหมวดที่ 10
43.4 ตาย
43.5 เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียในเรื่องความผิดทางเพศกรณีร้ายแรง หรือไม่สัตย์ซื่อในการเงินของคริสตจักร ซึ่งคณะผู้ปกครองได้ทำการสอบสวนเป็นที่ประจักษ์แล้ว
43.6 เมื่อความปรากฏภายหลังว่าเป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามข้อ 41
44. คุณสมบัติ ของมัคนายกซึ่งต้องเป็นตามพระธรรม 1 ทธ.3:8-12 และ กจ.6:3 และต้องเป็นสมาชิกที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี โดยเป็นสมาชิกสมบูรณ์ของคริสตจักรติดต่อกัน 3 ปี ขึ้นไป
45. การเลือกและการแต่งตั้งมัคนายก
45.1 ก่อนที่คณะมัคนายกในสมัยใดจะดำรงตำแหน่งครบวาระ ให้คณะธรรมกิจ
ประกาศให้สมาชิก ทราบถึงคุณสมบัติของมัคนายกและให้เสนอชื่อบุคคลที่มี
คุณสมบัติเหมาะสมต่อคณะธรรมกิจ ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 90 วัน
45.2 คณะธรรมกิจจะดำเนินการพิจารณากลั่นกรองเลือกรายชื่อบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อแต่งตั้งเป็นมัคนายก โดยติดประกาศรายชื่อบุคคลที่ได้รับการพิจารณาแล้วว่ามีความเหมาะสม ให้สมาชิกทราบล่วงหน้าก่อนการแต่งตั้งอย่างน้อย 30 วันถ้าไม่มีผู้ใดคัดค้านก็ให้แต่งตั้งในที่ประชุมใหญ่
45.3 หากมีการคัดค้านโดยสมาชิกสมบูรณ์ไม่น้อยกว่า 10 คน โดยการยื่นหนังสือพร้อมทั้งแจ้งเหตุผลการคัดค้านต่อคณะธรรมกิจ คณะธรรมกิจต้องพิจารณา ถ้าเห็นว่ามีมูลความจริงก็ให้ระงับการแต่งตั้งบุคคลนั้นไว้ก่อน
46. การพ้นจากตำแหน่งมัคนายก
46.1 ลาออก
46.2 ออกตามวาระ
46.3 พ้นจากสมาชิกภาพ
46.4 ให้ออกตามหมวดที่ 10
46.5 ตาย
46.6 เมื่อความปรากฏภายหลังว่าเป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามข้อ 44
หมวดที่ 10
การลงวินัยและการพ้นจากตำแหน่ง
คริสตจักรยึดหลักการและขั้นตอนในการดำเนินการลงวินัยตามพระธรรม มธ.18:15-17 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า " หากว่าพี่น้องของท่านผู้หนึ่งทำผิดบาปต่อท่าน จงไปแจ้งความผิดบาปนั้นแก่เขาสองต่อสองเท่านั้น ถ้าเขาฟังท่าน ท่านจะได้พี่น้องคืนมา แต่ถ้าเขาไม่ฟังท่าน จงนำคนหนึ่งหรือสองคนไปด้วย ให้เป็นพยานสองสามปากเพื่อทุกคำจะเป็นหลักฐานได้ ถ้าเขาไม่ฟังคนเหล่านั้นจงไปแจ้งความต่อคริสตจักร ถ้าเขายังไม่ฟังคริสตจักรอีก ขอให้ถือเสียว่าเขาเป็นเหมือนคนต่างชาติหรือคนเก็บภาษี "
47. การลงวินัยศิษยาภิบาลอาวุโส
เฉพาะศิษยาภิบาลอาวุโส เมื่อคณะผู้ปกครองได้ทำการสอบสวนความผิดจนเป็นที่ประจักษ์แล้ว ให้แจ้งให้คณะธรรมกิจทราบเพื่อพิจารณา เมื่อคณะธรรมกิจลงมติ 2 ใน 3 ให้ลงวินัยโดยให้ออกจากตำแหน่งแล้ว ให้แจ้งต่อที่ประชุมคณะผู้นำของคริสตจักร และประกาศให้คริสตจักรทราบจึงจะมีผลบังคับ
48. การลงวินัยผู้รับใช้เต็มเวลาในระดับอื่น
48.1 ระดับศิษยาภิบาล ให้คณะศิษยาภิบาลและคณะผู้ปกครองร่วมกันพิจารณาสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วลงวินัยไปตามที่เห็นสมควร แต่ถ้าเป็นความผิดขั้นร้ายแรงและเห็นว่าต้องให้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ ให้คณะธรรมกิจพิจารณา เมื่อคณะธรรมกิจมีลงมติด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3 เห็นชอบด้วย และประกาศให้คริสตจักรทราบ จึงจะมีผลบังคับ
48.2 ผู้รับใช้เต็มเวลาระดับอื่นๆ ให้คณะศิษยาภิบาลพิจารณาและดำเนินการลงวินัยหรือให้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ตามที่เห็นสมควรแล้วแจ้งให้คณะธรรมกิจทราบ
49. การลงวินัยผู้ปกครองและมัคนายก
ให้คณะศิษยาภิบาลและคณะผู้ปกครองร่วมกันพิจารณาและลงวินัยตามที่เห็นสมควร และถ้ามีความผิดร้ายแรงที่จะต้องพ้นจากตำแหน่ง ให้แจ้งต่อคณะธรรมกิจและเมื่อคณะธรรมกิจลงมติด้วยะแนนเสียง 2 ใน 3 และประกาศให้คริสตจักรทราบ จึงจะมีผลบังคับ
50. การลงวินัยสมาชิก
50.1 ในกรณีที่สมาชิกดำเนินชีวิตในความบาป ไม่เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า และนำความเสื่อมเสียมาสู่คริสตจักร คณะศิษยาภิบาลและคณะผู้ปกครองมีสิทธิ์ที่จะลงวินัยบุคคลนั้นได้
50.2 ในกรณีที่มีการร้องเรียน โดยมีพยาน 2-3 ปากยืนยันในการร้องเรียนนั้น ศิษยาภิบาลจะแต่งตั้งตัวแทนจากคณะศิษยาภิบาลและตัวแทนจากคณะผู้ปกครอง เพื่อสอบสวนข้อเท็จจริง ถ้าหากมีความผิดจริงและมีการยอมรับผิดก็ให้ลงวินัยไปตามความเหมาะสม แต่ถ้าผิดจริงและไม่ยอมกลับใจใหม่ ก็ให้นำเรื่องเข้าคณะศิษยาภิบาลและคณะผู้ปกครอง และตัดบุคคลนั้นออกจากการเป็นสมาชิกของคริสตจักร
51. ขั้นตอนการลงวินัย จะอยู่ในดุลพินิจของคณะศิษยาภิบาลและคณะผู้ปกครอง ทั้งนี้เพื่อรักษามาตรฐานความบริสุทธิ์ของคริสตจักรตามพระวจนะของพระเจ้า และเพื่อช่วยให้ผู้ที่ทำผิดได้กลับใจใหม่
การรักษาทรัพย์สิน
52. เมื่อคริสตจักรซื้อที่ดิน โฉนดของที่ดินดังกล่าวจะต้องใช้ชื่อ มูลนิธิคริสตจักรใจสมาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้รักษาผลประโยชน์ของคริสตจักร
53. คริสตจักรใจสมาน ตามความในหมวดที่ 1 ข้อที่ 2.1 และ ข้อ 2.2 ซึ่งตั้ง ณ เลขที่ 10-12 สุขุมวิท ซอย 6 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร และเลขที่ 82 ซอยรามคำแหง 68 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงแทพมหานคร ห้ามจำนอง จำหน่าย และโอน ทั้งสิ้น
การประชุมสมัชชา
54. การประชุมสมัชชาเป็นการประชุมของสมาชิกสมบูรณ์ทั้งหมดของแต่ละแห่ง ตามความในหมวดที่ 1 ข้อที่ 2 แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
- การประชุมสามัญประจำปี
- การประชุมวิสามัญ
- การประชุมพิเศษ ที่ทุกคริสตจักร ตามความในหมวดที่ 1 ข้อที่ 2 มาประชุมร่วมกัน
55. การประชุมสามัญประจำปี ดำเนินการประชุมปีละ 1 ครั้ง ไม่เกินเดือนเมษายน โดยมีการแจ้งให้สมาชิกสมบูรณ์แต่ละคนทราบเป็นลายลักษณ์อักษรติดประกาศไว้ และประกาศในที่ประชุม ให้ทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน โดยวาระการประชุมสามัญประจำปี มีดังต่อไปนี้
55.1 นมัสการร่วมกัน
55.2 ตรวจสอบจำนวนรายชื่อผู้มีสิทธิ์ออกเสียงที่มาร่วมประชุม
55.3 มติการประชุมครั้งที่แล้ว
55.4 รายงานผลการบริหารตลอดปีที่ผ่านมา
55.5 รายงานการเงินของปีที่ผ่านมา โดยมีผู้ตรวจสอบบัญชีที่คณะธรรมกิจเป็นผู้แต่งตั้ง
55.6 แผนงานของคริสตจักรในอนาคต
55.7 ลงมติข้อเสนอพิเศษของคณะธรรมกิจ หรือของสมาชิกสมบูรณ์
55.8 อื่น ๆ
56 การประชุมวิสามัญ ต้องแจ้งให้สมาชิกทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วัน โดยมีการแจ้งให้สมาชิกสมบูรณ์แต่ละคนทราบเป็นลายลักษณ์อักษร ติดประกาศไว้ และประกาศในที่ประชุม การประชุมวิสามัญเรียกประชุมได้โดย ศิษยาภิบาลอาวุโส หรือ บุคคล 2 ใน 3 ของคณะธรรมกิจ
หรือ สมาชิกสมบูรณ์ของแต่ละแห่ง ตามความในหมวดที่ 1 ข้อที่ 2 เข้าร่วมลงชื่ออย่างน้อย 1 ใน 3 ของสมาชิกสมบูรณ์ทั้งหมด
57. การประชุมพิเศษ ที่จำเป็นต้องให้สมาชิกทั้งหมดตามความในหมวดที่ 1 ข้อ 2 ต้องมาประชุมร่วมกัน ให้ศิษยาภิบาลอาวุโสเป็นผู้เรียกประชุมโดยความเห็นชอบของคณะธรรมกิจ และแจ้งให้สมาชิกรับทราบวาระที่จะทำการประชุมล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 10 วัน
58. องค์ประชุมสมัชชา ต้องมีสมาชิกสมบูรณ์ของแต่ละแห่ง ตามความในหมวดที่ 1 ข้อที่ 2 ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของสมาชิกสมบูรณ์ทั้งหมด จึงจะถือว่าครบองค์ประชุม หากไม่ครบให้เลื่อนการประชุมออกไป การประชุมครั้งต่อไปต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของสมาชิกสมบูรณ์ทั้งหมด จึงถือว่าครบองค์ประชุม
59. สมาชิกที่มีสิทธิ์ออกเสียง ต้องเป็นสมาชิกสมบูรณ์ซึ่งมีอายุอย่างน้อย 20 ปี และให้ศิษยาภิบาลแต่ละแห่ง ตามความในหมวดที่ 1 ข้อที่ 2 ปิดประกาศรายชื่อสมาชิกสมบูรณ์ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงและต้องนับเป็นองค์ประชุม ในทุกเดือนมกราคมของแต่ละปี
60. มติของที่ประชุมจะได้รับการอนุมัติให้ผ่านโดยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของที่ประชุม ยกเว้นการแก้ไขธรรมนูญของคริสตจักร ให้ปฏิบัติตามข้อบังคับในหมวดที่ 13
หมวดที่ 13
การแก้ไขธรรมนูญ
61. หลักการในหมวดที่ 4 และหมวดที่ 5 แก้ไขไม่ได้
62. ข้อเสนอแนะในการแก้ไขธรรมนูญคริสตจักร ต้องเสนอเป็นลายลักษณ์อักษรพร้อมเหตุผลแจ้งต่อคณะธรรมกิจอย่างน้อย 60 วันล่วงหน้าก่อนการประชุมสมัชชาของคริสตจักรก่อน เพื่อ รับการพิจารณาจากคณะธรรมกิจคริสตจักร คณะธรรมกิจ 2 ใน 3 ต้องเห็นชอบด้วย จึงจะส่งข้อเสนอแนะการแก้ไขไปให้สมาชิกคนอื่นๆ ทราบด้วย
63. ข้อความที่ถูกแก้ไขจะต้องปิดประกาศที่คริสตจักรให้สมาชิกรับทราบอย่างน้อย 30 วัน ก่อนที่มีการประชุมสมัชชา
64. มติที่ขอแก้ไขธรรมนูญ ต้องได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของสมาชิกสมบูรณ์ที่เข้าประชุม และการแก้ไขนั้นต้องไม่ขัดกับธรรมนูญหรือกฎบัตรของคณะ พ.ส.ท.
65. เฉพาะการแก้ไขธรรมนูญในหมวดที่ 11 ข้อ 53 จะต้องมีองค์ประชุมของสมาชิกสมบูรณ์ที่มีสิทธิ์ออกเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 และจะต้องมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของที่ประชุม ด้วยวิธีลงคะแนนลับ
หมวดที่ 14
ภาคผนวก
66. เรื่องใดที่ยังไม่ได้กำหนดในข้อบังคับของธรรมนูญฉบับนี้ ให้ปฎิบัติตามประเพณีนิยมของคริสตจักรนี้ และตามคำสอนของพระคริสตธรรมคัมภีร์ โดยให้คณะผู้ปกครองหรือคณะธรรมกิจเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัยในการดำเนินการต่อไป
67. (ยกเลิกข้อความเดิมทั้งหมด)
หมวดที่ 15
68. ให้ศิษยาภิบาลอาวุโส คณะผู้ปกครอง ซึ่งมีสถานภาพดังกล่าวก่อนการใช้ธรรมนูญฉบับแก้ไขนี้ ให้ยังคงสถานภาพเดิมของตนต่อไปจนกว่าจะพ้นจากตำแหน่ง
ประกาศ ณ วันที่ 4 เมษายน คริสตศักราช 1993 |
แก้ไขครั้งแรกวันที่ 10 มีนาคม 1995
แก้ไขครั้งที่สามวันที่ 9 มกราคม 2000
หมายเหตุ การแก้ไขครั้งที่สาม แก้ไข หมวดที่ 1 หมวดที่ 7 หมวดที่ 8 หมวดที่ 9 หมวดที่ 10 หมวดที่ 12 และหมวดที่ 15
หมายเหตุ ร่างการแก้ไขของปี 2008 จัดพิมพ์ด้วยตัวอักษรสีน้ำเงิน
หมายเหตุ ร่างการแก้ไขของปี 2009 จัดพิมพ์ด้วยตัวอักษรสีแดง