(ธรรมนูญของคริสตจักรใจสมาน ฉบับค.ศ.2009)

 

อันสืบเนื่องมาจากความปรารถนาที่จะให้บรรดาผู้เชื่อและบังเกิดใหม่ในพระวิญญาณได้รวมตัวกันภายใต้การทรงนำขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าโดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์       ทั้งนี้เพื่อจะให้เป็นไปตามพระคำของพระเจ้าที่จะเตรียมธรรมิกชนให้พร้อมสำหรับการเสด็จกลับมาขององค์พระเยซูคริสต์   และเพื่อให้บรรดาผู้เชื่อทั้งหลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในพระกายคือคริสตจักรอันมีชัยของพระเยซูคริสต์ในประเทศไทย    ซึ่งมีเป้าหมายที่จะกระทำให้พันธกิจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์สำเร็จในการนำคนมากมายมาถึงพระองค์     ด้วยเหตุนี้จึงได้กำหนดหลักเกณฑ์เหล่านี้ขึ้นเพื่อใช้เป็นหลักในการปกครองบริหารงานคริสตจักร

 

หมวดที่ 1

ชื่อและที่ตั้ง

 

1.      ชื่อคริสตจักรนี้มีชื่อเรียกว่า  คริสตจักรใจสมาน    มีชื่อภาษาอังกฤษว่า  Jai Samarn  Full           Gospel Church.

2.    ที่ตั้ง   ตั้งอยู่ ณ เลขที่

2.1       10-12 ซอยใจสมาน (ซอย 6)  ถนนสุขุมวิท  แขวงคลองเตย  เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร

2.2       82  ซอยรามคำแหง 68   ถนนรามคำแหง  แขวงหัวหมาก  เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร

2.3       และที่ตั้งอื่นๆ ตามที่คณะธรรมกิจจะประกาศแจ้งให้ทราบ

 

หมวดที่ 2

องค์ประกอบ

 

3.     คริสตจักรจะต้องประกอบด้วย คณะศิษยาภิบาล  คณะผู้ปกครอง  คณะธรรมกิจ  คณะมัคนายก        และมวลสมาชิก  

 

                                                                      

 

 

 

หมวดที่ 3

วัตถุประสงค์

 

 

4.   วัตถุประสงค์ของคริสตจักรใจสมาน มีดังนี้

4.1   ประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์

4.2   สั่งสอนผู้เชื่อให้มีความรู้  ความเข้าใจ  และปฎิบัติตามหลักคำสอนในพระคริสตธรรมคัมภีร์

4.3   จัดให้มีการประชุมนมัสการ  และประกอบศาสนพิธีแก่มวลสมาชิก

4.4    ทำการสงเคราะห์ผู้ยากไร้                         

4.5   ไม่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมด้านการเมือง  หรือพรรคการเมืองใด ๆ 

 

หมวดที่  4

ความสัมพันธ์

 

5.      คริสตจักรย่อมเป็นสมาชิกของคณะพระกิตติคุณสมบูรณ์สัมพันธ์ในประเทศไทย  (ต่อไปนี้ใช้ชื่อว่า พ.ส.ท.)  แต่เพียงคณะเดียว                        

6.      พระคริสตธรรมคัมภีร์จะเป็นกฎเกณฑ์และแนวทางในความเชื่อ    ตลอดจนมีหลักคำสอนขั้น       พื้นฐานที่สอดคล้องกับหลักข้อเชื่อที่มีอยู่ในธรรมนูญของคณะ พ.ส.ท.

 

หมวดที่ 5

หลักข้อเชื่อของคริสตจักรใจสมาน

 

7.      หลักข้อเชื่อของคริสตจักรใจสมาน มีดังนี้

7.1 พระคริสตธรรมคัมภีร์เป็นพระวจนะของพระเจ้า    เขียนขึ้นโดยการดลใจของพระองค์ซึ่งหาที่ผิดพลาดมิได้   ทรงไว้ซึ่งสิทธิอำนาจสูงสุดแห่งความเชื่อและการประพฤติปฎิบัติของคริสตชน

7.2 มีพระเจ้าเที่ยงแท้เพียงองค์เดียว ซึ่งเป็นผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งปวง   ทรงสำแดงพระลักษณะเป็นตรีเอกานุภาพคือ พระบิดา  พระบุตร  พระวิญญาณบริสุทธิ์       

 

             

 

 

7.3     พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์     แต่มนุษย์ได้กระทำความผิดบาปและเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า         

7.4      พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า   ได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์จากหญิงพรหมจารีโดยฤทธิ์เดช          พระวิญญาณบริสุทธิ์   ทรงปราศจากบาป   ทรงกระทำการอัศจรรย์   ทรงทนทุกข์และสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อไถ่บาปให้มวลมนุษยชาติ   ทรงถูกฝังไว้   แล้ววันที่สามทรงฟื้นคืนพระชนม์   แล้วเสด็จสู่สวรรค์ประทับเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระบิดา   และจะเสด็จกลับมาในอนาคตเพื่อครอบครองประชาชาติทั้งมวล         

7.5    ทางเดียวเท่านั้นที่มนุษย์ได้รับความรอดคือกลับใจใหม่    และต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นองค์      พระผู้เป็นเจ้า                                                     

7.6    พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นพระเจ้า   ทรงสถิตอยู่ภายในผู้เชื่อทุกคน                   

7.7    การบัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์   เป็นพระสัญญาที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่ผู้เชื่อทุกคนโดยมีเครื่องหมายที่แสดงออกคือ การพูดภาษาแปลก ๆ                       

7.8    คริสตจักรเป็นพระกายของพระคริสต์   เป็นที่ประทับของพระเจ้าโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่พระเจ้าทรงสถาปนาไว้     ผู้เชื่อที่แท้จริงทุกคนและคริสตจักรท้องถิ่นทุกแห่งล้วนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในคริสตจักรสากล    อันเป็นชุมชนและครอบครัวของพระเจ้าซึ่งมีชื่อจารึกไว้ในสวรรค์ 

7.9   พิธีบัพติศมาในน้ำ    เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงว่าผู้เชื่อได้เข้าส่วนกับพระคริสต์ในความตาย   การถูกฝังไว้   และการเป็นขึ้นมาใหม่   พิธีนี้กระทำขึ้นโดยการจุ่มตัวลงในน้ำ

7.10  พิธีมหาสนิท  เป็นพิธีระลึกและประกาศการวายพระชนม์ของพระเยซูคริสต์จนกว่าพระองค์จะเสด็จกลับมา      

7.11  การบำบัดโรคภัยไข้เจ็บและการอัศจรรย์ได้มีอยู่ในการไถ่บาปของพระเยซูคริสต์แล้ว   ซึ่งผู้เชื่อ   ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้รับ                                                

7.12   พระเยซูคริสต์จะเสด็จกลับมาอีกเพื่อรับผู้ที่เชื่อในพระองค์    ทั้งที่ล่วงหลับไปแล้วและที่ยังเป็นอยู่ไปกับพระองค์    พระเยซูจะปกครองโลกพันปีร่วมกับบรรดาธรรมิกชนของพระองค์และจะพิพากษาพญามารกับพรรคพวกของมัน    และบรรดาผู้ที่ไม่มีชื่อจดไว้ในหนังสือแห่งชีวิต    โดยทิ้งลงในบึงไฟซึ่งเป็นความตายครั้งที่สอง     ส่วนบรรดาธรรมิกชนจะรอคอยฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกใหม่          

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หมวดที่ 6

ข้อบังคับทั่วไป

 

8.      คริสตจักรนี้ไม่ดำเนินกิจการค้าขายในทางหากำไรเพื่อแบ่งปันระหว่างสมาชิก   และไม่  ดำเนินการหรือก่อตั้งหรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ฝ่าฝืน  หรือขัดต่อหลักข้อเชื่อและวัตถุประสงค์ ของคริสตจักรนี้                         

9.      รายรับทั้งหมดและรายได้จากทรัพย์สินต่างๆ  ของคริสตจักรถือว่าเป็นทรัพย์ส่วนรวม   ใช้ได้เฉพาะในกิจกรรมที่ส่งเสริมการงานที่สอดคล้องกับหลักข้อเชื่อและวัตถุประสงค์ของคริสตจักรนี้เท่านั้น              

                                                                          

หมวดที่ 7

สมาชิกภาพ

 

10.  สมาชิกภาพ   แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

10.1  ผู้เชื่อใหม่  หมายถึงบุคคลที่ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้ว  มีชื่อปรากฏในการติดตามเลี้ยงดูฝ่ายจิตวิญญาณของคริสตจักรอย่างเป็นทางการแล้ว   แต่ยังไม่ได้รับบัพติศมาในน้ำ

10.2 สมาชิกสมบูรณ์ หมายถึงผู้เชื่อใหม่ที่รับบัพติศมาในน้ำแล้ว  หรือบุคคลที่คริสตจักรยอมรับใบสมัครให้เข้าเป็นสมาชิก  ซึ่งได้ผ่านการพิสูจน์ว่ามีความสัตย์ซื่อในการร่วมการนมัสการ ร่วมกิจกรรมกับคริสตจักรอย่างสม่ำเสมอ    และผ่านการรับรองของคณะศิษยาภิบาล   และมีชื่อในทะเบียนสมาชิกของคริสตจักรใจสมานแล้ว

11.  หน้าที่สมาชิกสมบูรณ์ของคริสตจักรใจสมาน มีดังนี้

       11.1    สมาชิกของคริสตจักรต้องยึดถือพระวจนะของพระเจ้าเป็นหลักในการดำเนินชีวิตประจำวัน    เป็นพยานอย่างสัตย์ซื่อและเกิดผล    ตลอดจนสำแดงลักษณะชีวิตของพระคริสต์

      11.2     สมาชิกจะต้องสนับสนุนคริสตจักรด้วยการถวายสิบลด   มาร่วมนมัสการเป็นประจำสม่ำเสมอ   เข้าร่วมกลุ่มพัฒนาชีวิตเป็นประจำสม่ำเสมอ   และรับใช้พระเจ้าตามของประทานอย่างเต็มที่ภายใต้การนำของศิษยาภิบาล

 

 

11.3     สมาชิกต้องเชื่อฟังศิษยาภิบาลและผู้นำของคริสตจักร   หากมีการลงวินัยเนื่องจากความผิดที่ตนเองก่อขึ้นยินดีรับการลงวินัยจากคริสตจักรและกลับใจใหม่

11.4     สมาชิกที่ขาดการนมัสการพระเจ้าติดต่อกันหนึ่งปีโดยไม่มีเหตุอันสมควร   และไม่ได้แจ้งให้คริสตจักรทราบ   ถือว่าขาดจากการเป็นสมาชิกภาพโดยอัตโนมัติ

12.        สิทธิ   สมาชิกสมบูรณ์ของคริสตจักร มีดังนี้

12.1  มีสิทธิ์ได้รับการดูแลพัฒนาชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณให้เจริญเติบโตในพระคริสต์

12.2  มีสิทธิ์ได้รับการสนับสนุนให้ได้รับใช้พระเจ้าตามของประทาน   เพื่อเกิดผลดีแก่คริสตจักรโดยส่วนรวม

12.3 มีสิทธิ์เข้าร่วมการประชุมและลงคะแนนเสียงในการประชุมสมัชชาของคริสตจักร

12.4  มีสิทธิ์ได้รับเลือกเป็นผู้นำในระดับต่างๆ     ตามโครงสร้างการบริหารงานของคริสตจักร

12.5  มีสิทธิ์ได้รับการช่วยเหลือในด้านสวัสดิการใดๆ ที่คริสตจักรจัดขึ้นสำหรับสมาชิกตามระเบียบของแผนกนั้นๆ

12.6  มีสิทธิ์ซักถาม ร้องเรียน นำเสนอข้อคิดเห็นของตนต่อศิษยาภิบาลที่ตนสังกัดอยู่ว่าการใดๆในคริสตจักรได้ดำเนินการหรือบริหารถูกต้องเป็นไปตามธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่    หากสมาชิกมีข้อซักถาม    ข้อร้องเรียนเป็นหนังสือ   ให้ศิษยาภิบาลมีหนังสือตอบแจ้งผลให้แก่สมาชิกผู้นั้นภายใน 30 วัน   และในกรณีที่ข้อซักถาม    ข้อร้องเรียนนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่มีผลกระทบต่อส่วนรวมของคริสตจักรเมื่อได้รับอนุมัติจากคณะศิษยาภิบาล   คณะผู้ปกครองแล้วให้แจ้งแก่คริสตจักรทราบโดยทั่วกัน

                                                   

 

หมวดที่ 8

การบริหารงานคริสตจักร

 

13.           คณะธรรมกิจ    เป็นองค์กรบริหารสูงสุดของคริสตจักร  ประกอบด้วย ศิษยาภิบาลอาวุโส  ตัวแทนคณะศิษยาภิบาลที่ศิษยาภิบาลอาวุโสเป็นผู้เลือก    ตัวแทนคณะผู้ปกครองที่คณะผู้ปกครองเป็นผู้เลือก  เหรัญญิก   ประธานมัคนายก       และตัวแทนของคณะมัคนายกที่ศิษยาภิบาลอาวุโสร่วมกับคณะผู้ปกครองเป็นผู้ลือก   ทั้งนี้รวมแล้วจะมีจำนวนไม่น้อยกว่า 9 คน   และไม่มากกว่า   27 คน

 

 

 

14.         คณะธรรมกิจ    มีอำนาจหน้าที่   ดังนี้

14.1   คณะธรรมกิจเป็นผู้กำหนดนโยบายการบริหารงานของคริสตจักร  โดยการนำของ 

ศิษยาภิบาลอาวุโส   และทุ่มเทร่วมกันในการอธิษฐานและรับใช้พระเจ้า   เป็นแบบอย่างในการทุ่มเทในงานด้านการนำวิญญาณ   การเลี้ยงดู   และการสร้างสาวกอย่างสัตย์ซื่อ   เพื่อให้แผนงานของคริสตจักรบรรลุผล

             14.2     คณะธรรมกิจเป็นผู้อนุมัติแผนงานและงบประมาณประจำปีของคริสตจักร

             14.3     คณะธรรมกิจร่วมกันตัดสินใจเรื่องสำคัญที่มีผลกระทบต่อส่วนรวมของคริสตจักร

15.         ตำแหน่งต่างๆ  ในคณะธรรมกิจ  มีดังนี้                                      

             15.1    ประธาน  ศิษยาภิบาลอาวุโสเป็นประธานโดยตำแหน่ง                        

             15.2   รองประธาน     ให้ศิษยาภิบาลอาวุโสเลือกตัวแทนจากคณะผู้ปกครอง    หรือคณะศิษยาภิบาลอีกหนึ่งคนเพื่อทำหน้าที่รองประธาน     โดยให้ทำหน้าที่แทนประธาน   ในกรณีที่ประธานไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

16.          คณะธรรมกิจ มีวาระในการดำรงตำแหน่ง   สมัยละ 2  ปี   ยกเว้นประธานไม่มีวาระการดำรงตำแหน่ง

17.         การประชุม  ให้ คณะธรรมกิจมีการประชุมสามัญอย่างน้อย 2 เดือนต่อ 1 ครั้ง โดยให้ประธานคณะธรรมกิจ หรือคณะธรรมกิจอย่างน้อย 1 ใน 4 เป็นผู้มีสิทธิ์เรียกประชุม

18.        องค์ประชุมของคณะธรรมกิจ ต้องมีผู้เข้าประชุม ไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 จึงจะถึอว่าครบองค์      

ประชุม        ในกรณีที่ต้องมีการลงมติให้ผู้เข้าประชุมออกเสียง โดยให้เสียงข้างมากเป็นมติ   กรณีที่มีมติเสียงออกมาเท่ากัน  ให้ประธานที่ประชุมเป็นผู้ชี้ขาด

19.         คณะศิษยาภิบาล  ประกอบด้วยศิษยาภิบาลอาวุโส    ศิษยาภิบาล    และผู้ช่วยศิษยาภิบาล

20.         คณะศิษยาภิบาล มีอำนาจหน้าที่  เป็นผู้เตรียมธรรมิกชนเพื่อการรับใช้ตามของประทาน  เป็นผู้เทศนา  สั่งสอน  ประกอบศาสนพิธี  และอารักขาสัจธรรมแห่งพระวจนะของพระเจ้า เป็นผู้นำในงานด้านการนำวิญญาณ   การเลี้ยงดู   การสร้างสาวก   พิจารณาลงวินัยสมาชิกที่ประพฤติผิดต่อพระวจนะ  และกฎระเบียบของคริสตจักร  สอบสวนและพิจารณาตัดสินเกี่ยวกับข้อร้องเรียนต่างๆ

21.         ตัวแทนของคณะศิษยาภิบาลที่จะเข้าร่วมในคณะธรรมกิจในแต่ละสมัยใดนั้น   ให้ศิษยาภิบาลอาวุโสเป็นผู้เลือก โดยให้มีตัวแทนของแต่ละแห่ง ตามความในหมวดที่ 1 ข้อที่ 2 ทั้งนี้จำนวนไม่เกิน 9 คน

 

 

 

 

22.      คณะผู้ปกครอง  ประกอบด้วย  ศิษยาภิบาลอาวุโสและผู้ปกครองทั้งหมดในคริสตจักร

23.       คณะผู้ปกครอง  มีอำนาจหน้าที่     เป็นผู้นำร่วมกับคณะศิษยาภิบาล      ร่วมมือรับใช้งานด้านการนำวิญญาณ การเลี้ยงดูและการสร้างสาวก   อารักขาสัจธรรมแห่งพระวจนะพระเจ้า  ประกอบศาสนพิธี      พิจารณาลงวินัยสมาชิกที่ประพฤติผิดต่อพระวจนะและกฎระเบียบของคริสตจักร        สอบสวนและพิจารณาตัดสินเกี่ยวกับข้อร้องเรียนต่างๆ 

24.      ให้คณะผู้ปกครองมีการประชุมสามัญทุก ๆ   3  เดือน โดยศิษยาภิบาลอาวุโสหรือคณะผู้ปกครองอย่างน้อย 1 ใน 4 เป็นผู้เรียกประชุม   และให้ศิษยาภิบาลอาวุโสเป็นประธานของที่ประชุม

25.        คณะผู้ปกครองต้องมีผู้เข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง  จึงถือว่าครบองค์ประชุม

  26.        ตัวแทนของคณะผู้ปกครองที่จะเข้าร่วมในคณะธรรมกิจในแต่ละสมัยใดนั้น     ให้คณะผู้ปกครองเลือกสรรกันเอง โดยให้มีตัวแทนของแต่ละแห่ง     ตามความในหมวดที่ 1 ข้อที่ 2 ทั้งนี้จำนวนไม่เกิน 9 คน   

27.          คณะมัคนายกประกอบด้วยมัคนายกทุกท่าน  ส่วนจำนวนและตำแหน่งหน้าที่รับผิดชอบต่างๆ ในแต่ละแห่ง   ตามความในหมวดที่ 1 ข้อที่ 2 นั้น   ให้คณะธรรมกิจเป็นผู้กำหนด

28.          คณะมัคนายกมีอำนาจหน้าที่เป็นผู้ดูแลการดำเนินงานด้านธุรการ  สถานที่  ทรัพย์สินและด้านการสงเคราะห์ของคริสตจักรตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะธรรมกิจ    และร่วมรับใช้งานด้านการนำวิญญาณ  การเลี้ยงดูและการสร้างสาวกภายใต้การนำของคณะศิษยาภิบาล

29.         ตำแหน่งประธาน คณะมัคนายก      ให้หัวหน้าคณะมัคนายกของแต่ละแห่ง ตามความในหมวดที่ 1 ข้อที่ 2 เลือกประธานมัคนายกของคริสตจักรขึ้นมาหนึ่งคน  โดยมีหน้าที่ประสานงานการทำงานของคณะมัคนายกของแต่ละแห่ง   และเรียกประชุมรวมมัคนายกทั้งหมดของคริสตจักรในกรณีที่มีเรื่องจำเป็นที่จะต้องตัดสินใจร่วมกัน    และเป็นประธานในการประชุมของมัคนายกรวม

30.        การประชุม คณะมัคนายกของแต่ละแห่ง  ตามความในหมวดที่ 1 ข้อที่ 2  ให้มีการประชุมสามัญอย่างน้อย  2 เดือนต่อครั้ง  ส่วนการประชุมรวมของมัคนายกทั้งหมดตาม ข้อ 29.จะมีขึ้นเมื่อใดนั้นให้เป็นสิทธิของประธานคณะมัคนายก

31.         คณะมัคนายกต้องมีผู้เข้าร่วมประชุมมากกว่ากึ่งหนึ่งของคณะมัคนายกทั้งหมดในแต่ละแห่ง     ตามความในหมวดที่ 1 ข้อที่ 2   จึงถือว่าครบองค์ประชุม   

32.         ให้มัคนายกมีวาระประจำการ อยู่ในตำแหน่งสมัยละ 2 ปี

 

 

 

33.          ตัวแทนของคณะมัคนายกที่จะเข้าร่วมในคณะธรรมกิจในแต่ละสมัยใดนั้น      ได้แก่ประธานมัคนายก  และมัคนายกท่านอื่นที่ศิษยาภิบาลอาวุโสร่วมกับคณะผู้ปกครองเป็นผู้เลือกจำนวนไม่เกิน 7 คนโดยให้มีตัวแทนของแต่ละแห่ง ตามความในหมวดที่ 1 ข้อที่ 2

34.         เหรัญญิก คือ ผู้ปกครองที่ได้รับการเลือกจากคณะผู้ปกครองและได้รับความเห็นชอบจากคณะธรรมกิจ    โดยให้มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินของคริสตจักร   ควบคุมการใช้จ่ายตามงบประมาณ    รายงานฐานะการเงินแก่คณะธรรมกิจทำบัญชีรายรับรายจ่ายประจำเดือน    ติดประกาศให้สมาชิกทราบทุกเดือน   ให้มีวาระประจำการ 2 ปี และดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้ไม่เกินสองสมัย

 

หมวดที่ 9

คุณสมบัติ การเลือก การแต่งตั้ง และการพ้นจากตำแหน่ง

ศิษยาภิบาลอาวุโส    ศิษยาภิบาล   ผู้ช่วยศิษยาภิบาล  ผู้ปกครอง  มัคนายก

 

35.         คุณสมบัติของศิษยาภิบาลอาวุโส  ซึ่งต้องเป็นไปตามพระธรรม 1 ทธ. 3:1-7   และนอกเหนือจากนี้ คือ

            35.1   จบการศึกษาสามัญอย่างน้อย ปริญญาตรีหรือเทียบเท่า   และผ่านการเรียนในสถาบันพระคริสตธรรมอย่างน้อย 2 ปี

            35.2   มีประสบการณ์ในงานด้านการเทศนา  สั่งสอน และดูแลฝ่ายจิตวิญญาณอย่างน้อย 7 ปี

            35.3   มีประสบการณ์บัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และพูดภาษาแปลกๆ

            35.4   ยอมรับหลักข้อเชื่อของคริสตจักร และของคณะ พ.ส.ท.

             35.5   มีอายุ 35 ปีขึ้นไป

             35.6   มีความสามารถในการเป็นผู้นำ  และการบริหารงานคริสตจักร

             35.7   ไม่เป็นผู้ที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ

36.         ศิษยาภิบาลอาวุโส ต้องเลือกจากบุคคลที่ยอมรับหลักข้อเชื่อและกฎบัตรของคณะพ.ส.ท. โดยคณะธรรมกิจจะประกาศต่อคณะผู้นำของคริสตจักร  อันได้แก่ กลุ่มบุคคลที่ประกอบด้วยคณะศิษยาภิบาล  คณะผู้ปกครอง  คณะมัคนายก  หัวหน้าเขต  หัวหน้าฝ่ายและหัวหน้ากลุ่มต่างๆ (ตามโครงสร้างคริสตรจักร)   เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 เดือน  เพื่อให้เสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสมต่อคณะธรรมกิจ เมื่อคณะธรรมกิจได้ลงมติด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3 เพื่อให้เหลือบุคคลที่เหมาะสม

 

 

เพียง 1 ท่าน  แล้วก็จะแจ้งต่อที่ประชุมคณะผู้นำคริสตจักรเพื่อให้รับทราบ    จากนั้นก็ติดประกาศให้สมาชิกทั้งคริสตจักรรับทราบ   หากไม่มีผู้ใดคัดค้านภายใน 1 เดือน คณะธรรมกิจจะออกหนังสือเชิญบุคคลนั้นมาดำรงตำแหน่งศิษยาภิบาลอาวุโส พร้อมทั้งให้มีการสถาปนาต่อหน้าที่ประชุมของคริสตจักร  หากมีการคัดค้านโดยสมาชิกสมบูรณ์ไม่น้อยกว่า 10 คนโดยการยื่นหนังสือ      พร้อมทั้งเหตุผลการ คัดค้านต่อคณะธรรมกิจ   คณะธรรมกิจจะต้องพิจารณา   ถ้าเห็นว่ามีมูลความจริงก็ให้ระงับการเชิญหรือการสถาปนาฯ

37.    คุณสมบัติของศิษยาภิบาล  ซึ่งต้องเป็นไปตามพระธรรม 1 ทธ. 3:1-7   และนอกเหนือจากนี้ คือ

                  37.1    จบการศึกษาสามัญอย่างน้อยระดับปริญญาตรี หรือเทียบเท่า หรือผ่านการเรียนในสถาบันพระคริสตธรรมอย่างน้อย 2 ปี  หรือมีประสบการณ์ในงานด้านการเทศนา สั่งสอน และดูแลฝ่ายจิตวิญญาณอย่างน้อย 5 ปี

                  37.2    มีประสบการณ์บัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และพูดภาษาแปลกๆ

                  37.3    ยอมรับหลักข้อเชื่อของคริสตจักร และของคณะ พ.ส.ท.

                  37.4    มีอายุ 30 ปีขึ้นไป

                  37.5   ไม่เป็นผู้ที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ

38.     คุณสมบัติของผู้ช่วยศิษยาภิบาล

                  38.1   จบการศึกษาสามัญอย่างน้อยระดับ ปวช. หรือเทียบเท่า หรือผ่านการเรียนในสถาบันพระคริสตธรรมอย่างน้อย 2 ปี   หรือมีประสบการณ์  ในการเทศนา สั่งสอน และดูแลฝ่ายจิตวิญญาณอย่างน้อย 3 ปี

                  38.2    มีประสบการณ์บัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และพูดภาษาแปลกๆ

                   38.3   ยอมรับหลักข้อเชื่อของคริสตจักร และของคณะ พ.ส.ท.

                   38.4   มีอายุ 25 ปีขึ้นไป

                    38.5   ไม่เป็นผู้ที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ

39.      การเลือกและการแต่งตั้ง ศิษยาภิบาล  และผู้ช่วยศิษยาภิบาล

ให้ศิษยาภิบาลอาวุโสเสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสมจะดำรงตำแหน่งศิษยาภิบาล   ต่อคณะผู้ปกครอง   เพื่อลงมติและเมื่อมีคะแนนเสียง 2 ใน 3 เห็นด้วย ให้ศิษยาภิบาลอาวุโสออกหนังสือเชิญและติดประกาศแจ้งให้สมาชิกทราบก่อนการแต่งตั้งอย่างน้อย 1 เดือน     ถ้าไม่มีผู้ใดคัดค้าน ก็ให้กำหนดวันสถาปนาแต่งตั้งในที่ประชุมของคริสตจักร    ส่วน

 

 

 

 

ตำแหน่งผู้ช่วยศิษยาภิบาลนั้น    ให้ศิษยาภิบาลอาวุโสเสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสมจะดำรงตำแหน่งให้คณะธรรมกิจรับทราบ

40.         การพ้นจากตำแหน่ง ศิษยาภิบาลอาวุโส  ศิษยาภิบาล  และผู้ช่วยศิษยาภิบาล มีดังนี้

40.1         ลาออก  เมื่อศิษยาภิบาลอาวุโสมีเหตุที่จะต้องลาออก   หรือเปลี่ยนแปลงการรับใช้ตามการทรงเรียกจะต้องยื่นใบลาต่อคณะธรรมกิจล่วงหน้าอย่างน้อย 6 เดือน

                     ส่วนศิษยาภิบาล   และผู้ช่วยศิษยาภิบาลหากมีเหตุต้องลาออก         จะต้องยื่นใบลาต่อ

                     ศิษยาภิบาลอาวุโส  และหรือคณะผู้ปกครอง  ล่วงหน้าอย่างน้อย 2  เดือน

40.2        ให้ออกตามหมวดที่ 10

40.3        เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียในเรื่องความผิดทางเพศกรณีร้ายแรง  หรือไม่สัตย์ซื่อในการเงินของคริสตจักร   ซึ่งคณะผู้ปกครองได้ทำการสอบสวนเป็นที่ประจักษ์แล้ว

40.4       เกษียณอายุ  ตามข้อบังคับของคริสตจักร

40.5        ตาย

40.6       เมื่อความปรากฏภายหลังว่าเป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามข้อ 37 และข้อ 38

41.      คุณสมบัติผู้ปกครอง  ซึ่งต้องเป็นไปตามพระธรรม 1 ทธ. 3:1-7  และนอกเหนือจากนี้คือ

   41.1      ผ่านการอบรมการเป็นผู้นำของคริสตจักรอย่างน้อยระดับหัวหน้าหน่วย   หรือมีประสบการณ์ในการรับใช้ในสายงานสร้างสาวก (เลี้ยงดูจิตวิญญาณสมาชิก)  อย่างน้อย 5 ปี   และยังคงมีบทบาทในการรับใช้ในด้านการนำวิญญาณ   การพัฒนาชีวิตผู้เชื่อในคริสตจักรอย่างสม่ำเสมอ

   41.2     มีอายุ 35 ปีขึ้นไป

   41.3     เป็นสมาชิกสมบูรณ์ของคริสตจักรใจสมาน 10 ปี ขึ้นไป

   41.4    ไม่เป็นผู้ที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ

42.        การเลือกและการแต่งตั้งผู้ปกครอง

   42.1    ศิษยาภิบาลอาวุโสเสนอชื่อบุคคลซึ่งได้ถูกพิจารณาจากคณะศิษยาภิบาลและคณะผู้ปกครอง ว่ามีคุณสมบัติตามข้อ 41.  ขอความเห็นชอบจากต่อคณะธรรมกิจเพื่อให้ลงมติเห็นชอบ  ด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3

   42.2    ติดประกาศแจ้งให้สมาชิกทราบก่อนการแต่งตั้งอย่างน้อย 2 เดือน

   42.3   ถ้าไม่มีผู้ใดคัดค้าน  ก็ให้กำหนดวันสถาปนาแต่งตั้งในที่ประชุม

 

 

 

 

           42.4   หากมีการคัดค้านโดยสมาชิกสมบูรณ์ไม่น้อยกว่า 10 คน      โดยการยื่นหนังสือพร้อมทั้งแจ้งเหตุผลการคัดค้านต่อศิษยาภิบาลอาวุโส     ศิษยาภิบาลอาวุโสต้องพิจารณาร่วมกับคณะธรรมกิจ   ถ้าเห็นว่ามีมูลความจริงก็ให้ระงับการสถาปนาบุคคลนั้นไว้ก่อน

43.           การพ้นจากตำแหน่งผู้ปกครอง

43.1   ลาออก    

                 43.2    พ้นจากสมาชิกภาพ

                 43.3.   ให้ออกตามหมวดที่ 10

                  43.4    ตาย

 43.5   เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียในเรื่องความผิดทางเพศกรณีร้ายแรง   หรือไม่สัตย์ซื่อในการเงินของคริสตจักร     ซึ่งคณะผู้ปกครองได้ทำการสอบสวนเป็นที่ประจักษ์แล้ว

                  43.6       เมื่อความปรากฏภายหลังว่าเป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามข้อ 41

44.           คุณสมบัติ ของมัคนายกซึ่งต้องเป็นตามพระธรรม  1 ทธ.3:8-12 และ กจ.6:3   และต้องเป็นสมาชิกที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี โดยเป็นสมาชิกสมบูรณ์ของคริสตจักรติดต่อกัน 3 ปี ขึ้นไป

45.          การเลือกและการแต่งตั้งมัคนายก

               45.1     ก่อนที่คณะมัคนายกในสมัยใดจะดำรงตำแหน่งครบวาระ   ให้คณะธรรมกิจ

               ประกาศให้สมาชิก  ทราบถึงคุณสมบัติของมัคนายกและให้เสนอชื่อบุคคลที่มี

                คุณสมบัติเหมาะสมต่อคณะธรรมกิจ   ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 90 วัน

45.2      คณะธรรมกิจจะดำเนินการพิจารณากลั่นกรองเลือกรายชื่อบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อแต่งตั้งเป็นมัคนายก   โดยติดประกาศรายชื่อบุคคลที่ได้รับการพิจารณาแล้วว่ามีความเหมาะสม  ให้สมาชิกทราบล่วงหน้าก่อนการแต่งตั้งอย่างน้อย 30 วันถ้าไม่มีผู้ใดคัดค้านก็ให้แต่งตั้งในที่ประชุมใหญ่

45.3     หากมีการคัดค้านโดยสมาชิกสมบูรณ์ไม่น้อยกว่า 10 คน โดยการยื่นหนังสือพร้อมทั้งแจ้งเหตุผลการคัดค้านต่อคณะธรรมกิจ    คณะธรรมกิจต้องพิจารณา    ถ้าเห็นว่ามีมูลความจริงก็ให้ระงับการแต่งตั้งบุคคลนั้นไว้ก่อน

46.          การพ้นจากตำแหน่งมัคนายก

 46.1     ลาออก

  46.2    ออกตามวาระ

 

 

                 46.3    พ้นจากสมาชิกภาพ

                 46.4   ให้ออกตามหมวดที่ 10

  46.5     ตาย

                 46.6    เมื่อความปรากฏภายหลังว่าเป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามข้อ 44

 

หมวดที่ 10

การลงวินัยและการพ้นจากตำแหน่ง

 

 คริสตจักรยึดหลักการและขั้นตอนในการดำเนินการลงวินัยตามพระธรรม มธ.18:15-17  ซึ่งบัญญัติไว้ว่า  " หากว่าพี่น้องของท่านผู้หนึ่งทำผิดบาปต่อท่าน   จงไปแจ้งความผิดบาปนั้นแก่เขาสองต่อสองเท่านั้น  ถ้าเขาฟังท่าน   ท่านจะได้พี่น้องคืนมา   แต่ถ้าเขาไม่ฟังท่าน จงนำคนหนึ่งหรือสองคนไปด้วย  ให้เป็นพยานสองสามปากเพื่อทุกคำจะเป็นหลักฐานได้    ถ้าเขาไม่ฟังคนเหล่านั้นจงไปแจ้งความต่อคริสตจักร  ถ้าเขายังไม่ฟังคริสตจักรอีก  ขอให้ถือเสียว่าเขาเป็นเหมือนคนต่างชาติหรือคนเก็บภาษี "

47.     การลงวินัยศิษยาภิบาลอาวุโส

เฉพาะศิษยาภิบาลอาวุโส เมื่อคณะผู้ปกครองได้ทำการสอบสวนความผิดจนเป็นที่ประจักษ์แล้ว  ให้แจ้งให้คณะธรรมกิจทราบเพื่อพิจารณา  เมื่อคณะธรรมกิจลงมติ 2 ใน 3  ให้ลงวินัยโดยให้ออกจากตำแหน่งแล้ว   ให้แจ้งต่อที่ประชุมคณะผู้นำของคริสตจักร   และประกาศให้คริสตจักรทราบจึงจะมีผลบังคับ

48.  การลงวินัยผู้รับใช้เต็มเวลาในระดับอื่น    

          48.1     ระดับศิษยาภิบาล  ให้คณะศิษยาภิบาลและคณะผู้ปกครองร่วมกันพิจารณาสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วลงวินัยไปตามที่เห็นสมควร    แต่ถ้าเป็นความผิดขั้นร้ายแรงและเห็นว่าต้องให้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่   ให้คณะธรรมกิจพิจารณา   เมื่อคณะธรรมกิจมีลงมติด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3 เห็นชอบด้วย   และประกาศให้คริสตจักรทราบ   จึงจะมีผลบังคับ

           48.2     ผู้รับใช้เต็มเวลาระดับอื่นๆ    ให้คณะศิษยาภิบาลพิจารณาและดำเนินการลงวินัยหรือให้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ตามที่เห็นสมควรแล้วแจ้งให้คณะธรรมกิจทราบ

49.     การลงวินัยผู้ปกครองและมัคนายก

ให้คณะศิษยาภิบาลและคณะผู้ปกครองร่วมกันพิจารณาและลงวินัยตามที่เห็นสมควร  และถ้ามีความผิดร้ายแรงที่จะต้องพ้นจากตำแหน่ง      ให้แจ้งต่อคณะธรรมกิจและเมื่อคณะธรรมกิจลงมติด้วยะแนนเสียง 2 ใน 3 และประกาศให้คริสตจักรทราบ  จึงจะมีผลบังคับ

 

 

 

50.        การลงวินัยสมาชิก

50.1   ในกรณีที่สมาชิกดำเนินชีวิตในความบาป   ไม่เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า   และนำความเสื่อมเสียมาสู่คริสตจักร      คณะศิษยาภิบาลและคณะผู้ปกครองมีสิทธิ์ที่จะลงวินัยบุคคลนั้นได้

50.2  ในกรณีที่มีการร้องเรียน โดยมีพยาน 2-3 ปากยืนยันในการร้องเรียนนั้น   ศิษยาภิบาลจะแต่งตั้งตัวแทนจากคณะศิษยาภิบาลและตัวแทนจากคณะผู้ปกครอง   เพื่อสอบสวนข้อเท็จจริง  ถ้าหากมีความผิดจริงและมีการยอมรับผิดก็ให้ลงวินัยไปตามความเหมาะสม แต่ถ้าผิดจริงและไม่ยอมกลับใจใหม่  ก็ให้นำเรื่องเข้าคณะศิษยาภิบาลและคณะผู้ปกครอง และตัดบุคคลนั้นออกจากการเป็นสมาชิกของคริสตจักร

51.       ขั้นตอนการลงวินัย  จะอยู่ในดุลพินิจของคณะศิษยาภิบาลและคณะผู้ปกครอง   ทั้งนี้เพื่อรักษามาตรฐานความบริสุทธิ์ของคริสตจักรตามพระวจนะของพระเจ้า   และเพื่อช่วยให้ผู้ที่ทำผิดได้กลับใจใหม่

 

หมวดที่ 11

การรักษาทรัพย์สิน

 

52.             เมื่อคริสตจักรซื้อที่ดิน โฉนดของที่ดินดังกล่าวจะต้องใช้ชื่อ มูลนิธิคริสตจักรใจสมาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้รักษาผลประโยชน์ของคริสตจักร

53.          คริสตจักรใจสมาน ตามความในหมวดที่  1 ข้อที่ 2.1 และ ข้อ 2.2 ซึ่งตั้ง ณ   เลขที่ 10-12  สุขุมวิท  ซอย 6  แขวงคลองเตย   เขตคลองเตย  กรุงเทพมหานคร และเลขที่  82  ซอยรามคำแหง 68   ถนนรามคำแหง  แขวงหัวหมาก  เขตบางกะปิ กรุงแทพมหานคร ห้ามจำนอง   จำหน่าย   และโอน ทั้งสิ้น    

 

หมวดที่ 12

การประชุมสมัชชา

                                                                         

54.       การประชุมสมัชชาเป็นการประชุมของสมาชิกสมบูรณ์ทั้งหมดของแต่ละแห่ง ตามความในหมวดที่ 1 ข้อที่ 2   แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ 

 

 

-     การประชุมสามัญประจำปี

-     การประชุมวิสามัญ

-     การประชุมพิเศษ ที่ทุกคริสตจักร ตามความในหมวดที่ 1 ข้อที่ 2  มาประชุมร่วมกัน

55.     การประชุมสามัญประจำปี  ดำเนินการประชุมปีละ 1 ครั้ง  ไม่เกินเดือนเมษายน  โดยมีการแจ้งให้สมาชิกสมบูรณ์แต่ละคนทราบเป็นลายลักษณ์อักษรติดประกาศไว้  และประกาศในที่ประชุม      ให้ทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน   โดยวาระการประชุมสามัญประจำปี   มีดังต่อไปนี้                    

55.1 นมัสการร่วมกัน                                

55.2 ตรวจสอบจำนวนรายชื่อผู้มีสิทธิ์ออกเสียงที่มาร่วมประชุม      

55.3 มติการประชุมครั้งที่แล้ว                         

55.4 รายงานผลการบริหารตลอดปีที่ผ่านมา               

55.5 รายงานการเงินของปีที่ผ่านมา โดยมีผู้ตรวจสอบบัญชีที่คณะธรรมกิจเป็นผู้แต่งตั้ง

55.6 แผนงานของคริสตจักรในอนาคต                                                      

55.7 ลงมติข้อเสนอพิเศษของคณะธรรมกิจ หรือของสมาชิกสมบูรณ์                                  

55.8 อื่น ๆ   

56       การประชุมวิสามัญ  ต้องแจ้งให้สมาชิกทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วัน โดยมีการแจ้งให้สมาชิกสมบูรณ์แต่ละคนทราบเป็นลายลักษณ์อักษร   ติดประกาศไว้   และประกาศในที่ประชุม  การประชุมวิสามัญเรียกประชุมได้โดย  ศิษยาภิบาลอาวุโส หรือ  บุคคล 2 ใน 3 ของคณะธรรมกิจ

หรือ สมาชิกสมบูรณ์ของแต่ละแห่ง ตามความในหมวดที่ 1 ข้อที่ 2   เข้าร่วมลงชื่ออย่างน้อย 1 ใน 3 ของสมาชิกสมบูรณ์ทั้งหมด

57.   การประชุมพิเศษ ที่จำเป็นต้องให้สมาชิกทั้งหมดตามความในหมวดที่ 1 ข้อ 2 ต้องมาประชุมร่วมกัน  ให้ศิษยาภิบาลอาวุโสเป็นผู้เรียกประชุมโดยความเห็นชอบของคณะธรรมกิจ   และแจ้งให้สมาชิกรับทราบวาระที่จะทำการประชุมล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 10 วัน

58.   องค์ประชุมสมัชชา ต้องมีสมาชิกสมบูรณ์ของแต่ละแห่ง ตามความในหมวดที่ 1 ข้อที่ 2  ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของสมาชิกสมบูรณ์ทั้งหมด   จึงจะถือว่าครบองค์ประชุม   หากไม่ครบให้เลื่อนการประชุมออกไป    การประชุมครั้งต่อไปต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของสมาชิกสมบูรณ์ทั้งหมด จึงถือว่าครบองค์ประชุม  

59.   สมาชิกที่มีสิทธิ์ออกเสียง  ต้องเป็นสมาชิกสมบูรณ์ซึ่งมีอายุอย่างน้อย 20 ปี และให้ศิษยาภิบาลแต่ละแห่ง ตามความในหมวดที่ 1 ข้อที่ 2  ปิดประกาศรายชื่อสมาชิกสมบูรณ์ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงและต้องนับเป็นองค์ประชุม ในทุกเดือนมกราคมของแต่ละปี

 

 

 

60.  มติของที่ประชุมจะได้รับการอนุมัติให้ผ่านโดยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของที่ประชุม    ยกเว้นการแก้ไขธรรมนูญของคริสตจักร   ให้ปฏิบัติตามข้อบังคับในหมวดที่ 13

 

หมวดที่ 13

การแก้ไขธรรมนูญ

 

 

61.  หลักการในหมวดที่ 4  และหมวดที่ 5  แก้ไขไม่ได้  

62.  ข้อเสนอแนะในการแก้ไขธรรมนูญคริสตจักร  ต้องเสนอเป็นลายลักษณ์อักษรพร้อมเหตุผลแจ้งต่อคณะธรรมกิจอย่างน้อย 60 วันล่วงหน้าก่อนการประชุมสมัชชาของคริสตจักรก่อน  เพื่อ                            รับการพิจารณาจากคณะธรรมกิจคริสตจักร   คณะธรรมกิจ 2 ใน 3 ต้องเห็นชอบด้วย  จึงจะส่งข้อเสนอแนะการแก้ไขไปให้สมาชิกคนอื่นๆ ทราบด้วย

63.  ข้อความที่ถูกแก้ไขจะต้องปิดประกาศที่คริสตจักรให้สมาชิกรับทราบอย่างน้อย 30 วัน ก่อนที่มีการประชุมสมัชชา                                

64.  มติที่ขอแก้ไขธรรมนูญ ต้องได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของสมาชิกสมบูรณ์ที่เข้าประชุม      และการแก้ไขนั้นต้องไม่ขัดกับธรรมนูญหรือกฎบัตรของคณะ  พ.ส.ท.

65.   เฉพาะการแก้ไขธรรมนูญในหมวดที่ 11 ข้อ 53 จะต้องมีองค์ประชุมของสมาชิกสมบูรณ์ที่มีสิทธิ์ออกเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 และจะต้องมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของที่ประชุม ด้วยวิธีลงคะแนนลับ

 

หมวดที่ 14

ภาคผนวก

                                                    

66.     เรื่องใดที่ยังไม่ได้กำหนดในข้อบังคับของธรรมนูญฉบับนี้  ให้ปฎิบัติตามประเพณีนิยมของคริสตจักรนี้   และตามคำสอนของพระคริสตธรรมคัมภีร์   โดยให้คณะผู้ปกครองหรือคณะธรรมกิจเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัยในการดำเนินการต่อไป                                    

67.     (ยกเลิกข้อความเดิมทั้งหมด)

 

 

 

 

 

หมวดที่ 15

บทเฉพาะกาล

 

68.        ให้ศิษยาภิบาลอาวุโส    คณะผู้ปกครอง  ซึ่งมีสถานภาพดังกล่าวก่อนการใช้ธรรมนูญฉบับแก้ไขนี้   ให้ยังคงสถานภาพเดิมของตนต่อไปจนกว่าจะพ้นจากตำแหน่ง   

 

 

 

ประกาศ ณ  วันที่ 4   เมษายน   คริสตศักราช   1993

 

แก้ไขครั้งแรกวันที่ 10 มีนาคม 1995

แก้ไขครั้งที่สองวันที่ 22 มิถุนายน 1997

แก้ไขครั้งที่สามวันที่  9 มกราคม 2000

                                           

หมายเหตุ   การแก้ไขครั้งที่สาม แก้ไข หมวดที่ 1 หมวดที่ 7 หมวดที่ 8  หมวดที่ 9  หมวดที่ 10  หมวดที่ 12  และหมวดที่ 15

หมายเหตุ   ร่างการแก้ไขของปี 2008 จัดพิมพ์ด้วยตัวอักษรสีน้ำเงิน

หมายเหตุ   ร่างการแก้ไขของปี 2009 จัดพิมพ์ด้วยตัวอักษรสีแดง